มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2555

 

          “แผ่นดินนี้เล็กเกินไป ที่จะตอบสนองตัณหาอันไม่สิ้นสุดของการพัฒนาแบบบ้าคลั่ง”

          “สมุทรสงคราม ไม่อนุรักษ์แบบล้าหลัง และไม่ยอมรับการพัฒนาแบบบ้าคลั่ง”

          ข้อความมีพลังสร้างสรรค์สองย่อหน้านี้ ยกมาจากปกหลังนิตยสารมนต์รักแม่กลอง (ปีที่ 4 ฉบับที่ 9 ประจำกันยายน 2555) คุณภัทรพร อภิชิต เป็นบรรณาธิการ และสนับสนุนโดย ประชาคมคนรักแม่กลอง ที่ผมเพิ่งได้รับทางไปรษณีย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 เดือนตุลาคม

          พอได้รับก็เปิดอ่านทันทีอย่าง“โหยหิวชิวหาดังราไฟ” พร้อมกับเก็บข้อความข้างต้นมาฝากชุมชนท้องถิ่นอื่นๆทั่วประเทศ

          แม่น้ำลำคลองและเรือกสวนสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง อ. อัมพวา จ. สมุทรสงคราม และปริมณฑลโดยรอบ ควรเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับธรรมชาติ หรือ“วัฒนธรรมชาติ” ที่มีกฎ กติกา มารยาท แข็งแรง เพื่อปกป้องทรัพยากรท่องเที่ยว

          แต่ชุมชนบังคับใช้กฎ กติกา มารยาท ไม่แข็งแรงพอจะปกป้อง จึงมีผลกระทบรุนแรงส่อไปทางทำลายต่อทรัพยากรท่องเที่ยวเหล่านั้น ทำให้สำนึกท้องถิ่นถูกกระตุ้นให้ต้องทบทวนถึงที่มาของปัญหา แล้วร่วมกันหาแนวทางป้องกันต่อไป

          สุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว. สมุทรสงคราม ผู้มีบทบาทสำคัญในประชาคมคนรักแม่กลอง บอกเล่าว่าที่ผ่านมาชุมชนอ่อนแอในการดูแลตนเอง(มีในแผ่นดินแห่งรัก เมืองแม่กลอง โดย ชาธิป สุวรรณทอง ในกรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ฉบับวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2555) จะสรุปเฉพาะที่สำคัญมา ดังต่อไปนี้

          เมื่อเกิด “ตลาดน้ำยามเย็น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการใช้พื้นที่ถนนมาจัดสรรเป็นร้านค้า เอาทางเดินเท้ามาวางของขาย แบบไร้ระบบโดยไม่มีกติกาสังคมรองรับ สุดท้ายคนในถิ่นก็ถูกเบียดออก หลีกทางให้กับ “คนนอก” ที่ทุนหนากว่ามาใช้พื้นที่

          “เมืองแบบเราไม่มีโบราณสถาน ไม่มีธรรมชาติยิ่งใหญ่อะไร สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือวิถีชีวิต เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์วัฒนธรรม แต่มันมีแต่โวหาร ไม่มีการส่งเสริมจริงจัง

          อยู่มาวันหนึ่งก็ไปเน้นขายหิ่งห้อย แต่ก็ไม่มีการอนุรักษ์ พอหิ่งห้อยหมด ทีนี้ทำอะไร ไปร้องคาราโอเกะในสวนก็มี

          นี่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวนำอย่างเดียว และทุนจากภายนอกกำลังเข้ามากลืนกินเรา…”

          “เราไม่ได้ทำข้อบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ได้มีกฎกติกาที่จะดูแลตัวเราเอง แต่วันนี้เราต้องคิดถึงสิทธิชุมชนในการดูแลจัดการตัวเอง ในเมื่อการเมืองระบบตัวแทนมันไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอสำหรับสังคมแล้ว มันต้องการเมืองแบบประชาธิปไตยทางตรง ต้องมีการจัดการตัวเองของชุมชน”

          ชุมชนท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศอ่อนแอในการดูแลตนเอง เลยถูกการพัฒนาแบบบ้าคลั่งพังทลาย “วัฒนธรรมชาติ” ที่เคยมีอยู่หนาแน่น

          อัมพวา เกือบจะเป็นอย่างนั้น แต่ไหวตัวทันท่วงที จึงมีเวลาร่วมกันทบทวนเพื่อไม่ยอมรับการพัฒนาแบบบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันก็ไม่อนุรักษ์แบบล้าหลัง

          การพัฒนาแบบบ้าคลั่ง มิได้มีรูปแบบและวิธีการเดียว แต่มีหลายรูปแบบและหลายวิธีการ ไม่เว้นแม้กระทั่งแฝงมากับศาสนาและผ้าเหลือง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในวัดวาอารามและ“วัฒนธรรมชาติ”ทั่วประเทศ

          เริ่มด้วยการอ้างอิงความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน (ที่จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน) เพื่อสร้างปูชนียสถานแทรกลงไปในป่าดงธรรมชาติซึ่งถูกทำลายเหลือน้อยนิดอยู่แล้ว โดยอ้างว่าไหนๆก็ถูกทำลายไปแล้วจะสร้างพระพุทธรูปเพื่อสืบศาสนาอีกอย่างเดียวจะเป็นไรไป

          มีกรณีตัวอย่างเกลื่อนไป ว่าเริ่มต้นด้วยสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์เดียวก็จริง แต่สิ่งตามมาเป็นขบวนใหญ่คืออาคารศาสนสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปนั้น ซึ่งก็ล้วนอ้างความเลื่อมใสศรัทธาอย่างเดียวกันนั่นแหละ

          ไม่นาน ก็จะได้วัดวาอารามขนาดใหญ่ๆ และน่าเกลียดที่เบียดเบียนพื้นที่ป่าเขาซึ่งมีน้อย ให้น้อยลงอีก จนไม่มีแหล่งน้ำไหลลงลำห้วยเหมือนแต่ก่อน

          สืบศาสนาด้วยการก่อสร้างนับเป็นอามิสบูชา (หมายถึงบูชาด้วยอามิส คือวัตถุต่างๆ) ซึ่งมีมากเกินไป สังคมไทยควร ลด ละ เลิก

          แล้วมุ่งปฏิบัติบูชา (หมายถึงบูชาด้วยการปฏิบัติ คือกระทำสิ่งที่ดีงาม ประพฤติตามธรรมคำสั่งสอนของพุทธองค์) คือบูชาพระศาสนาโดยไม่บ้าคลั่งก่อสร้างทำลาย“วัฒนธรรมชาติ” ทั้งของไทยและของโลกdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);