มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 17 ตุลาคม 2555

 

          ไพร่บ้านพลเมืองทั่วไปในสุวรรณภูมิยุคดึกดำบรรพ์ จนถึงยุคอยุธยา ยังไม่เคยพบหลักฐานว่ามีประเพณียกมือไหว้ทักทายกันเหมือนปัจจุบัน มีแต่ประนมมือไหว้พระ ไม่ไหว้คน

          สมัยหลังๆเมื่อไหว้คนทั่วไป โดยเฉพาะผู้อาวุโส เพื่อแสดงความนอบน้อมแล้ว บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่รับไหว้ยังให้พรว่า “เออ ไหว้พระเถอะลูกหลานเอ๊ย” แสดงว่าไหว้มีไว้สำหรับพระ

          การแสดงความนอบน้อมทักทายของคนพื้นเมืองดั้งเดิมในสุวรรณภูมิ คือยกมือข้างใดข้างหนึ่งเสมอหู หรือทำท่าคล้ายป้องหู ซึ่งมีร่องรอยเหลืออยู่ในกิริยาก่อนจะว่าเพลงโต้ตอบของบรรดาหมอลำลาวและหมอเพลงโคราช แม้กระทั่งแม่เพลงพ่อเพลงทั่วไปในลุ่มน้ำเจ้าพระยาสมัยก่อนๆ

          กิริยาอาการยกมือป้องหู ไม่เกี่ยวกับการเทสต์เสียง หรือทดสอบเสียงตัวเอง อย่างที่เคยมีผู้บอกให้เชื่อต่อๆกันมา เพราะไม่ได้ผลอย่างนั้น

          ไหว้ เป็นวัฒนธรรมฮินดูชมพูทวีป (อินเดีย) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นที่รับรู้ทั่วโลก (แต่อาจยกเว้นไทยก็ได้ เหมือนเรื่องอื่นๆอีกมาก)

          นักปราชญ์ราชบัณฑิตไทยแต่ก่อนๆหลายท่าน อธิบายคำบาลี-สันสกฤตว่า อัญชลิ หมายถึงการไหว้ (ด้วยมือทั้งสองอันประนม) มีในบทสวดมนต์ตอนสังฆคุณว่า อัญชลีกรณีโย แปลว่า (พระสงฆ์) เป็นผู้ควรได้รับการประนมมือไหว้

          ไหว้ คืออัญชลีในศาสนาพราหมณ์-พุทธ เมื่ออาศัยเรือพ่อค้าจากชมพูทวีปมาถึงสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ราวหลัง พ.ศ. 1000 ก็แพร่หลายสู่ตระกูลคนชั้นนำพื้นเมือง ซึ่งมีทั้งตระกูลมอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ไทย-ลาว, และอื่นๆ ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่เคล้าคละปะปนกันทั่วไป ไม่แยกเชื้อชาติ เพราะไม่มีจริงในโลก และยุคนั้นไม่มีรัฐชาติ

          ทุกตระกูลรับประเพณีการไหว้จากศาสนาพราหมณ์-พุทธ ในคราวเดียวกัน ไม่มีกลุ่มนี้รับก่อน กลุ่มนั้นรับหลัง (ถ้าจะเคยมี ก็ไม่มีหลักฐาน)

          ตระกูลคนชั้นนำพื้นเมืองยกย่องศาสนาพราหมณ์-พุทธ เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครองให้บ้านเมืองยุคนั้นเติบโตขึ้นเป็นรัฐ

          วัฒนธรรมการไหว้อัญชลี ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครองด้วย เพื่อควบคุมอย่างเคร่งครัดต่อผู้อยู่ใต้อำนาจ เช่น ขุนนาง, ข้าราชการ, ฯลฯ โดยกำหนดให้มีแบบแผนการไหว้กราบและหมอบกราบคนชั้นนำซึ่งมีอำนาจเหนือกว่า

          คนชั้นนำไทยไม่เกิน 100 ปีมานี้ กำหนดประเพณีประดิษฐ์คิดสร้างใหม่ ให้การไหว้มีช่วงชั้นต่างๆด้วยระดับก้มหัวและประนมมือสูงแค่ไหนๆ เพื่อให้ยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจเหนือ

          แล้วทำให้แพร่หลายไปสู่ระดับล่าง ก็โดยผ่านระบบโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนให้มีประกวดกิริยามารยาท ว่าใครจะยอมจำนนได้เนียนกว่ากัน

          เพิ่งได้อ่านการไหว้เป็นจุดขายสำคัญในปัจจุบัน (คิด นิตยสารแจกฟรีของ TCDC ตุลาคม 2555) ทำให้เพิ่งรู้ว่าทุกวันนี้ตลาดมีอำนาจเหนือสุด

          จึงไม่ว่าชาติไหนๆในสังกัดพราหมณ์-พุทธ ที่เคยรับการไหว้จากแขกอินเดียมาด้วยกัน ก็พากันไหว้เพื่อการตลาดทั้งนั้น เพราะขายได้ขายดี