มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2555

 

          กวีนิพนธ์ เป็นชื่อหนังสือรวมบทกวีของ อังคาร กัลยาณพงศ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2507 โดย ส. ศิวรักษ์ แห่งสำนักสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เป็นบรรณาธิการผู้จัดพิมพ์และเขียนแถลงเรื่องเป็นคำนำล้ำลึกของยุคนั้น

          วงวรรณกรรมของไทยสมัยนั้นยกคำว่า“กวี”ไว้บนหิ้งอันสูงส่ง กระทั่งคนร่วมสมัยไม่มีใครเป็นกวีได้ จะเป็นได้ก็แค่นักกลอน ใครแต่งโคลงฉันท์กาพย์กลอนดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหนก็เป็นได้แค่นักกลอน จะเป็นกวีไม่ได้

          เมื่อ ส. ศิวรักษ์ ยกย่องคนร่วมสมัยให้เป็นกวี แล้วเรียกงานกาพย์กลอนโคลงฉันท์ของท่านอังคารว่ากวีนิพนธ์ ก็ต้องเป็นเรื่อง

          บรรดานักกลอนยุคนั้นต่างเกรี้ยวกราด แล้วมีบางคนเขียนวิพากษ์วิจารณ์กวีนิพนธ์ของท่านอังคาร ว่าผิดฉันทลักษณ์ เขียนกลอนไม่เป็นแล้วมาเขียน แถมเรียกตัวเองเป็นกวี ยิ่งมีผิดมหันต์

          งานกวีนิพนธ์ของท่านอังคารสะท้อนให้เห็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกวีนิพนธ์ไทย

          ด้านหนึ่งอยู่ในกรอบจารีตประเพณีของโคลงฉันท์กาพย์กลอนราชสำนักภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ถูกยกเป็นตัวแทนของลักษณะไทย โดยเฉพาะฉันทลักษณ์กลอนเพลงแบบสุนทรภู่ ซึ่งเรียกเป็นสามัญว่ากลอนแปด         

          อีกด้านหนึ่งต้องการก้าวหน้า แต่หาทางไปไม่ได้ เพราะมีเพดานความคิดติดกรอบจารีตประเพณี จนอึดอัดขัดข้องหมองหมางอย่างขี้ไม่สุดตูด

          ท่านอังคารคือพลังสร้างสรรค์อันมหึมาสามารถแหกกรอบและทะลุเพดานความคิดเก่าแก่นั้นได้สำเร็จโดยมิได้ละทิ้งทำลายมรดกดั้งเดิม แต่กลับนำมาใช้ใหม่ในความหมายใหม่ ทำให้วงการกวีนิพนธ์ร่วมสมัยปลอดโปร่งโล่งตลอด ดังถ่ายยาพาขี้สุดตูดแล้วสบายท้อง

          ส. ศิวรักษ์ ผู้นำเสนอสู่สาธารณะกวีนิพนธ์ของท่านอังคารครั้งแรก เขียนแถลงเรื่องตอนหนึ่งว่า

          “ในทางฉันทลักษณ์ เขาก็มิได้เดินตามแบบท่านแต่ก่อน กลอนของเขาละสัมผัสในแบบสุนทรภู่สิ้น กาพย์ของเขาก็มิได้เลียนลีลาของเจ้าฟ้ากุ้ง โคลงของเขาก็มิได้ตกเป็นทาสของศรีปราชญ์ หรือนรินทร์อิน

          แต่แล้วข้อเขียนของเขาก็มิได้ทิ้งแบบแผนโบราณ”

          กวีนิพนธ์ของท่านอังคารมีเนื้อหาร่วมสมัย ทันสมัย ล้ำสมัย

          แต่กลอนของท่านอังคาร แท้จริงแล้วเป็นฉันทลักษณ์ยุคแรกของกลอนเพลงที่มีวิวัฒนาการจากคำคล้องจอง ไม่จำกัดจำนวนคำ และไม่เคร่งครัดสัมผัสใน ซึ่งบางทีก็ทิ้งไปเลย

          มีตัวอย่างสำคัญอยู่ในวรรณกรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เช่น เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา และบทละครเรื่องนางมโนราห์

          เสภายุคแรกๆก็ไม่เคร่งครัดจำนวนคำและสัมผัสใน เช่น ขุนช้างขุนแผนสำนวนครูแจ้งวัดระฆัง

          ปัญหาเกิดขึ้นเพราะยุคนั้นผู้ไม่พอใจกวีนิพนธ์ท่านอังคาร ต่างตกอยู่ในอิทธิพลครอบงำของการศึกษาไทยแบบหมาหางด้วน(ที่ท่านพุทธทาสเคยบอกไว้) คือเด็ดดอกไม้ที่บานแล้ว โดยไม่เรียนรู้ด้วยตนเองว่ากว่าจะออกดอกได้ เขาเพาะปลูกต้นมาอย่างไร?

          การศึกษาโคลงกลอนของไทยก็ไม่ต่างไป เพราะพากันหลงใหลฉันทลักษณ์ที่พัฒนาขึ้นสุดยอดแล้ว เช่น กลอนสัมผัสในแบบสุนทรภู่ แต่ไม่สืบค้นรากเหง้าว่ากว่าจะมีฉันทลักษณ์สมบูรณ์แบบสุนทรภู่ โคลงกลอนมีรากจากคำคล้องจองสั้นๆง่ายๆของตระกูลไทย-ลาวสองฝั่งโขงอย่างไร? แล้วส่งสัมผัสเสรีมีอย่างไร?

          ผลคือหลงผิด คิดไปเองว่าโคลงกลอนไทยมีแบบเดียวอยู่ในราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางที่ตนและบริวารรู้จักดีเท่านั้น

          แต่แท้จริงแล้วโคลงกลอนไทยมีหลายแบบ หลายระดับ หลายลุ่มน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำโขงที่ถูกเหยียดเป็นลาว อาจนับเป็นโคลงกลอนแบบเก่าแก่กว่าที่อื่น เพราะมีเค้าเก่าสุดเป็นต้นกระแสโคลงกลอนไทย จึงไม่ควรมองข้ามหยามเหยียดอย่างผิวเผิน

          ดังท่านอังคารเคยเขียนโคลงเตือนไว้ในบทแล้งวรรณคดี (พ.ศ. 2507) ว่า

          น้ำเน่าขังท่อข้าง                ถนน

          มันย่อมเป็นเมฆฝน            แห่งฟ้า

          บทที่ชื่อโลก (พ.ศ. 2495) ท่านอังคารบอกว่า

          โลกนี้มิอยู่ด้วย                มณี  เดียวนา

          ทรายและสิ่งอื่นมี            ส่วนสร้าง

         

          ภพนี้มิใช่หล้า                 หงส์ทอง  เดียวเลย

          กาก็เจ้าของครอง           ชีพด้วยdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);}