มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555

 

          ครูไพบูลย์ บุตรขัน คีตกวีลูกทุ่ง มีพื้นฐานมั่นคงหนักแน่นทางเพลงดนตรีไทยและลิเก

          พยานเรื่องนี้เป็นครูเพลงดนตรีร่วมสมัยคนสำคัญของกรมประชาสัมพันธ์ ชื่อ ใหญ่ นภายน บอกกับ วัฒน์ วรรลยางกูร ว่า

          “ครูไพบูลย์แกหัวไบรท์ สมองท่านดี แต่งเพลงมีคำถามแล้วมีคำตอบ นั่นเป็นเรื่องเนื้อร้อง

          ส่วนทางด้านดนตรี ถึงแกจะไม่ได้เรียนดุริยางค์ แต่ก็มีพื้นทางไทยเดิม เป็นลูกศิษย์ครูพิณ โปร่งแก้วงาม—–ความรู้ทางเพลงไทยเป็นหัวใจของนักแต่งเพลง

          เพลงไทยเราเป็นเพลงเถา ฟังกันจนเมื่อยกว่าจะจบเพลง ถ้าคนหัวดีก็ตัดเอามาแปลงใหม่บ้าง อย่างหัวหน้าเอื้อ (สุนทรสนาน) ครูจำปา เล้มสำราญ ครูนารถ ถาวรบุตร ทั้งสามท่านนี้แต่งเพลงมาจากเพลงไทยเดิมทั้งนั้น มาเป็นไทยสากล แปลงมาอะไรมา

          แล้วอีกอย่างครูไพบูลย์แกแต่งบทละครบทยี่เกมาก่อน เพลงรับของยี่เกก็เป็นเพลงไทยเดิม แกก็ซึมมาอะไรมา คนยี่เกนี่เก่งนะ เพราะมีพื้นเป็นกลอนเป็นเพลงได้ทั้งร้องทั้งรำ คุณดูพวกตลกมาจากยี่เกส่วนมาก”

          (จากหนังสือคีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน โดย วัฒน์ วรรลยางกูร ฉบับปรับปรุงใหม่ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2555 หน้า 94)

          ทำนองเพลงสุนทราภรณ์กับเพลงลูกทุ่งจำนวนมาก (บางคนที่เป็นนักเลงเพลงดนตรีบอกว่าครึ่งหรือเกินครึ่ง) ได้จากทำนองเพลงดนตรีไทยประเภทเพลงปี่พาทย์, มโหรี

          อย่างที่ ครูใหญ่ นภายน บอกว่า“ความรู้ทางเพลงไทยเป็นหัวใจของนักแต่งเพลง” “ตัดเอามาแปลงใหม่” แต่หลายเพลงไม่ตัดและไม่แปลง เพราะยกมาทั้งดุ้นก็มีไม่น้อย จนคนฟังที่ไม่รู้เมื่อได้ยินวงปี่พาทย์, มโหรี, เครื่องสายบรรเลงเพลงดนตรีไทยปกติของโบราณ กลับทำหน้าประหลาดๆว่าเล่นเพลงสุนทราภรณ์กับเพลงลูกทุ่งได้ด้วย(หรือโว้ย?)

          ครูไพบูลย์เอาทำนองรานิเกลิงของลิเกมาแต่งลูกทุ่งหลายเพลง แต่ละเพลงถูกอกถูกใจและถูกหูคนฟังยาวนาน ทุกวันนี้ยังเป็นที่นิยมก็มี

          จิตร ภูมิศักดิ์ ถึงกับเขียน(โดยใช้นามอื่น)ยกย่องครูไพบูลย์ไว้ในหนังสือพิมพ์ปิติภูมิ เมื่อ พ.ศ. 2500 ก่อนจิตรถูกจับเข้าคุกขังลืมข้อหาคอมมิวนิสต์ ว่าครูไพบูลย์เป็นศิลปินเอกที่รู้จักเลือกงานพื้นบ้านพื้นเมืองมาสร้างสรรค์ใหม่ได้อย่างดีวิเศษ

          ผมอ่านหนังสือคีตกวีลูกทุ่งที่วัฒน์เรียบเรียงไว้โดยรวบรวมประวัติและผลงานเนื้อเพลงที่ครูไพบูลย์แต่งตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 จนหลัง พ.ศ. 2500 อ่านไปก็เหมือนได้ยินเสียงเพลงของครูไพบูลย์ในหูไปด้วยเป็นส่วนมาก เพราะคุ้นเคยที่ได้ยินจากวิทยุตั้งแต่เด็กอยู่ในดงศรีมหาโพธิ์ (จ. ปราจีนบุรี)

          ขณะเดียวกันก็มีเสียงปี่พาทย์รับลิเกหอมหวนเล่นในงานวัดเทพธิดาราม (กทม.)ลั่นหูอยู่ด้วย

          ผมไม่คิดว่าเพลงดนตรีไทยหายจากสังคมไทย เพียงเปลี่ยนรูปแบบเป็นอย่างอื่นเท่านั้น

          แต่ครูดนตรีไทยในสถาบันการศึกษาใจแคบเกินไป เลยมองไม่เห็นหัวใจของความเปลี่ยนแปลงในโลกของเพลงดนตรี

          ของเก่าต้องรักษาและสืบทอด แต่ไม่ใช่อนุรักษ์หัวชนฝา เพราะฝาไม่พัง แต่หัวแตก