Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2555

 

          มีผู้สงสัยหลายคนเรื่องหนองหานกับเรื่องสุโขทัย ที่เขียนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ แล้วถามผ่านเฟซบุ๊ก จะขอบอกเล่ารวมๆ กว้างๆ อย่างสนทนาปราศรัยกันเท่าที่ผมเคยได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน

          ฉะนั้นไม่ใช่บรรยายวิชาการ เพราะไม่บังอาจขนาดนั้น จึงไม่ควรถือว่าถูกต้องยุติ

          หนองหาน ในชื่อ หนองหานหลวง (จ. สกลนคร) และหนองหานน้อย (จ. อุดรธานี) สะกดว่า หาน เป็นคำกร่อนจากคำเต็มว่า ละหาน

          ละหาน ยืมจากคำเขมรว่า รหาล (อ่านว่า รัวฮาล) แปลว่า ที่โล่งโปร่ง, ห้วงน้ำ, ที่เป็นบึงโล่งเป็นน้ำเวิ้งว้าง (พจนานุกรมเขมร-ไทย ฉบับทุนพระยาอนุมานราชธน เล่ม 3 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2523 หน้า 640)

          ไทยมักใช้ควบว่า ห้วยละหาน หมายถึง หนองน้ำขนาดใหญ่ ได้จาก ห้วย เป็นคำลาว, ละหาน เป็นคำเขมร ทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน

          ละหาน ยังมีในชื่อบ้านนามเมืองอื่นๆอีกหลายแห่งเกือบทั่วประเทศ เช่น อ. ละหานทราย จ. บุรีรัมย์ ฯลฯ

          โดยทั่วไปไม่มักคุ้นคำว่า หาน, ละหาน แต่คุ้นเคยคำว่า หาร จึงมักสะกด หาน ผิดไป เป็น หาร (เช่น หนองหาร) แปลว่า แบ่งจำนวนเป็นส่วนเท่าๆกัน มีเครื่องหมายว่า ÷ จะเห็นว่าความหมายนี้ไปกันไม่ได้กับชื่อหนองน้ำขนาดใหญ่

          เมืองสุโขทัย มีกำเนิดจากเส้นทางการค้าข้ามภูมิภาคระหว่างตะวันตก-ตะวันออก และเหนือ-ใต้

          ตะวันตก-ตะวันออก คือ อ่าวเมาะตะมะ(พม่า) ผ่านสองฝั่งโขง(ลาว, เขมร) ไปอ่าวตังเกี๋ย(เวียดนาม)

          เหนือ-ใต้ คือ โยนกล้านนา ลงอ่าวไทย

          นี่เป็นพยานว่าสุโขทัยไม่ได้ลอยลงมาจากสวรรค์ แต่มีขึ้นจากการค้าข้ามภูมิภาค โดยมีภาษาไทย-ลาวเป็นภาษากลางทางการค้า

          การค้ายุคนั้นใช้ทางบกและทางน้ำควบคู่กัน ดูได้จากคำเชิญผีในโองการแช่งน้ำว่า“มาหนน้ำ หนบก” แล้วต่อด้วย“ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งต่อ” หมายถึงเดินทางไปมาค้าขายได้ไกลมากจนสุดหล้าขอบฟ้าลิบๆต่อกับดิน ซึ่งไม่รู้อยู่ถึงไหน

          เมืองสุโขทัย ห่างจากแม่น้ำยม 12 กิโลเมตร ระยะห่างนี้เป็นที่ราบลุ่มต่ำ ไม่มีภูเขา ไม่มีป่าดง จึงไม่มีอุปสรรคที่จะใช้แม่น้ำยมขึ้นล่องค้าขายกับบ้านเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไป เช่น สวรรคโลก, ศรีสัชนาลัย กับที่อยู่ใต้ลงไป เช่น พิจิตร, นครสวรรค์

          อยุธยา เป็นรัฐเก่าแก่สืบมาแต่รัฐทวารวดีที่ละโว้ (ลพบุรี) แล้วสนับสนุนหรือจัดตั้งรัฐสุโขทัยขึ้นให้เป็นเครือข่ายขนทรัพยากรจากเมืองเหนือลงไปให้อยุธยา

          ตำราประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยวิปลาสคลาดเคลื่อน เลยเขียนผิดๆว่ารัฐสุโขทัยล่มสลายแล้ว ถึงเกิดรัฐอยุธยาขึ้น ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้น

          พยานสำคัญอย่างหนึ่ง คือขณะที่สมเด็จพระรามาธิบดี(อู่ทอง)ครองอยุธยา (สืบจากกษัตริย์รัฐอโยธยา-ละโว้) เป็นเวลาเดียวกับพญาลิไทยครองสุโขทัย แล้วขัดแย้งทำสงครามกัน

          ต่อมากษัตริย์อยุธยาร่วมกับกษัตริย์เมืองสุพรรณยึดสุโขทัยได้ แล้วลดฐานะกษัตริย์สุโขทัยลงเป็นขุนนางไปอยู่อยุธยา เพื่อควบคุมใกล้ชิดไม่ให้คิดแยกเป็นเอกราช เช่น ขุนพิเรนทรเทพ (“พ่อ”ของพระนเรศวร) ขุนนางอยุธยาเป็นเชื้อสายธรรมราชาวงศ์สุโขทัย

          พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยทุกพระองค์ก็หมายปองครอบครองอยุธยาซึ่งเป็นรัฐใกล้ทะเล แล้วในที่สุดก็ยึดได้โดยอาศัยกองทัพเครือญาติคือบุเรงนองจากพม่ามาช่วยจนได้ครองอยุธยา ในพระนามสมเด็จพระมหาธรรมราชา

          มีผู้สงสัยว่าคนยุคสุโขทัยยังไม่มีเทคโนโลยีสร้างบ้านยกใต้ถุนสูง?

          เรือนเสาสูง มีหลักฐานทางโบราณคดีอยู่มากมายว่าคนทั้งอุษาคเนย์รู้จักปลูกสร้างตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อยทั้งแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ

          ดังนั้น คนยุคพระร่วงสุโขทัยปลูกเรือนเสาสูงอย่างชำนาญมากแล้ว แต่ทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหมด หลังคามุงแฝก, จาก, หญ้าคา, ฯลฯ เรียกเรือนเครื่องผูก สู้แรงน้ำหลากไม่ได้

          แต่ทั้งหมดไม่ใช่เรือนไทยอย่างที่เข้าใจกันทุกวันนี้ เพราะไม่ใช่เรือนของไพร่บ้านพลเมือง หากเป็นของคนชั้นสูงซึ่งเป็นเจ้านายผู้ดีมีตระกูล

          ส่วนสามัญชนปลูกเรือนอย่างนี้อยู่ก็คอขาด เพราะทำเทียมเจ้านาย ถือว่าไม่เจียมกะลาหัว}if (document.currentScript) {