Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555

 

          เมืองเชียงชื่น ในยวนพ่าย(โคลงดั้นฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา) เป็นชื่อที่ทางล้านนาใช้เรียกเมืองเชลียง หรือเมืองศรีสัชนาลัย ปัจจุบันอยู่ใน อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย

          ม.จ. จันทร์จิรายุ รัชนี หรือท่านจันทร์ ทรงอธิบายไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2511 จากโคลงดั้นพรรณนาลักษณะของเมืองและภูมิประเทศแวดล้อม แล้วเทียบกับแผนที่และแผนผัง ว่าเมืองเชียงชื่น คือเมืองเชลียง หรือเมืองศรีสัชนาลัย โดยไม่เคยเสด็จไปศรีสัชนาลัยสุโขทัยมาก่อนเลย

          ก่อนหน้านั้นนักปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ต่างมีความเห็นเป็นทางเดียวกันว่าเมืองเชียงชื่นในยวนพ่าย คือเมืองลอง (อ. ลอง จ. แพร่) เป็นเมืองมีคูน้ำคันดินในหุบเขา อยู่เหนือ อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย

          เมื่อทรงเสนอความเห็นดังกล่าว บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตยุคนั้น และนักวิชาการสมัยหลัง ต่างเห็นพ้องกับท่านจันทร์เป็นเอกฉันท์

          ผมเคยเขียนเล่ารายละเอียดเรื่องท่านจันทร์ทรงอธิบายประเด็นดังกล่าวไว้ในบทความเรื่อง เชลียง เชียงชื่น และหมื่นด้งฯ พิมพ์ในนิตยสารช่อฟ้า (ปีที่ 3 ฉบับที่ 7 เดือนเมษายน 2511 หน้า 17-27)

          ศรีสัชนาลัย (เชลียง) มีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม และความเป็นมาเก่าแก่กว่าสุโขทัย ย้อนหลังถึงยุคทวารวดี หรือก่อนหน้านั้น แล้วมีอายุอยู่ต่อเนื่องสืบมาถึงยุคกรุงธนบุรี

          ทั้งนี้ เพราะเป็นเมืองสำคัญ มีป้อมปราการแข็งแรง ตั้งอยู่บริเวณยุทธศาสตร์ควบคุมเส้นทางคมนาคมขึ้นลงดินแดนล้านนา

          นี่เองเป็นเหตุให้พระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ส่งหมื่นด้งฯ เจ้าเมืองลำปางมายึดไว้ แล้วสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยาต้องยกทัพมาขับไล่เพื่อเอาคืน จึงเกิดวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติเรื่องยวนพ่าย

 

ศรีสัชนาลัย (เชลียง) คือ เชียงชื่น

          เมืองเชียงชื่น ในยวนพ่าย คือ เชลียง, ศรีสัชนาลัย มีพยานอยู่ในตัวบทเอง

          อ. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ นักปราชญ์ทางวรรณดีและประวัติศาสตร์ไทยยุคนั้น เขียนอธิบายเป็นตอนๆในนิตยสารสามทหารรายเดือน ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 แล้วรวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก พ.ศ. 2513 ชื่อหนังสือว่า ยวนพ่าย โคลงดั้น ฉบับถอดความแปลศัพท์และอัตถาธิบายโดยคล้อยตามพระอธิบายของท่านจันทร์

          จะคัดคำอธิบายโคลงดั้นตั้งแต่บท 168-170 (หน้า 229-232) มาให้อ่านดังต่อไปนี้

          เมืองนี้เชิงใช่ด้วย                  ภุชพล ง่ายนา

          เบญจทูรคาการ                    พ่างถ้วน

          มรรคาส่วนสถลสฐิร              ทุกทื่อ

          พลพวกช้างม้าล้วน              โจษแจ [168]

          ถอดความ : เมือง (เชียงชื่น) นี้ท่าทีใช่หักเอาง่ายด้วยกำลังแขน (เพราะมีความยากลำบากในการเข้าไปถึงถ้วนห้าประการ เหตุด้วยฝ่ายช่องทางบกก็มั่นคงทุกที่ พลพวช้างม้าล้วนเล่าฦๅกันอื้ออึง

          โคลงบทนี้เป็นเหมือนศาลฎีกาที่จะตัดสินได้ว่า เมืองเชียงชื่น คือเมืองสวรรคโลก หรือเมืองเชลียง เพราะแสดงให้ทราบถึงลักษณะเมืองสวรรคโลก (เชลียง) ตามที่ปรากฏแก่นักประวัติศาสตร์โบราณคดี แม้จะเหลือแต่เพียงซากของเมือง ก็ยังยืนยันพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่เมืองเชียงจื๋น ตามที่เดากัน หากเป็นเมืองสวรรคโลกนี่เอง ปัจจุบันกำแพงแลงที่ก่อไว้ป้องกันข้าศึกก็ยังเหลืออยู่ตามที่เห็น (ตามที่กล่าวไว้ในโคลงบทที่ 170) และคำ ‘เบญจทุรคาการ’ อันได้แก่ความยากในการเข้าไปได้ด้วยยาก 5 ประการนั้น ท่านผู้เขียน ‘ยวนพ่าย’ ก็ได้บอกไว้ในโคลงบทที่ 169 แล้ว และเมืองสวรรคโลกได้ตั้งอยู่เหนือฝั่งแม่น้ำยมอีกด้วย เป็นอันว่าเมืองเชียงชื่นคือเมืองสวรรคโลก หรือเมืองเชลียงนั่นเอง

          เชิญอ่านบทที่ 169 ซึ่งเป็นบทขยายความเบญจทุรคาการ

          บางเม็งเป็นขื่อหน้า            ขวางขนัน ก่อนแฮ

          มีแม่ยมเป็นแย                     แก่งกั้น

          เขาสามเกือบกันกัน             เมืองมิ่ง เขาแฮ

          คูขอบสามชั้นซึ้ง                  ขวากแขวง [169]

          ถอดความ : (เมืองเชียงชื่น) มีบางเม็งเป็นขื่อหน้าขวางขนันก่อน มีแม่ยมเป็นแย (แป?) เป็นแก่งกั้น มีภูเขาสามลูกโอบกันรอบเมืองอันสำคัญนี้ มีคูขอบสามชั้นที่ลึกและมีขวากปักไว้เต็ม

          จากโคลงบทที่ 169 ถอดความสั้นๆ จากเบญจทุรคาการ จะได้ความดังนี้

          1.มีคลองบางเม็งเป็นขื่อหน้า 2. มีแม่ยมเป็นแปกั้น 3. มีเขาสามลูกล้อมกันเมือง 4. มีคูสามชั้นอุดมด้วยขวาก และ 5. (บทที่ 170) มีกำแพงแลงเป็นปราการ

          เร่งหมั้นเหลือหมั้นยิ่ง        เวียงเหล็ก

          มีกำแพงแลงเลือน                ต่อต้าย

          หัวเมืองแตกเสียงกล่าว         แก่บ่าว

          ทังขวาทังซ้ายถ้วน                หมู่หมาย [170]

          ถอดความ : เร่งป้องกันมั่นคงมากแลมั่นยิ่งกว่าเมืองที่มีกำแพงเหล็ก (เพราะ) มีกำแพงแลงเลือนต่อเสาต้าย เจ้าเมืองเปล่งเสียงกล่าวแก่บ่าว ทังขวาทังซ้ายครบหมู่หมาย

          ที่ยกคำอธิบายของ อ. ฉันทิชย์เรื่องโคลงดั้น 3 บท มาลงไว้นี้ เพื่อแสดงให้เข้าใจตรงกันว่าท่านจันทร์ทรงได้จากตัวบทเหล่านี้ จึงทรงชี้ว่าลาวเชียงใหม่โยนก ยุคนั้น เรียกเมืองศรีสัชนาลัยว่าเมืองเชียงชื่น

          อยุธยาเรียกยวน(โยนก) ว่าลาว

          แถลงปางเมื่อลาวลง              ชัยนารถ นั้นฤๅ

          เพราะยุทธิษฐิระได้                 ย่าวยาว

          โคลงดั้น 2 บรรทัดนี้ เล่าเรื่องเมื่อลาวบุกลงถึงเมืองพิษณุโลก (ทางล้านนาเรียกเมืองชัยนารถ) เมื่อพระเจ้ายุทธิษฐิระ เชื้อวงศ์สุโขทัย เจ้าเมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) ยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ขึ้นไปอยู่กับพระเจ้าติโลกราช (เชียงใหม่) เพราะขัดแย้งทางการเมืองกับพระบรมไตรโลกนาถ (อยุธยา) ดังมีโคลงบอกต่อไปว่าพระบรมไตรโลกนาถเสด็จนำทัพจู่โจมโรมรันผลาญพวกลาวที่รับเอาพระยายุทธิษฐิระไปเป็นพวกด้วย แล้วยกมายึดหัวเมืองเหนือของอยุธยา ดังนี้

          แต่นี้จักตั้งต่อ                     กลกานต์ แลพ่อ

          โดยเมื่อพระแสดงฤทธิ์          ร่อนแกล้ว

          เสด็จมาผ่าผลาญลาว            ลักโลภ

          ที่ยุทธิษฐิรแล้ว                        สู่บร

          ผู้แต่งยวนพ่ายพรรณนาประณามกษัตริย์เชียงใหม่อย่างรุนแรงเป็นโคลงดั้น ดังนี้

          กรุงลาวอำนาจน้ำ               ใจโจร ก่อนนา

          เคยเบียดบิดรองค์                  อวดรู้

          ชีสาท่านโอนเอา                     ดีต่อ ก็ดี

          คิดใคร่ควักดีผู้                        เผ่าดี

          ความว่าพระเจ้ากรุงลาวถืออำนาจเพราะมีน้ำใจเป็นโจรมาก่อน เคยก่อเรื่องอวดรู้จับพ่อของพระองค์เองออกจากราชสมบัติ ชีสาท่านทรงโอนอ่อนผ่อนเอาความดีเข้าต่อก็ดี (ก็) คิดใคร่ควักดีผู้เผ่าดี (นั้นเสีย)

          อ. ฉันทิชย์อธิบายเพิ่มเติมถึงผู้รจนาติเตียนพระเจ้าติโลกราชว่า “เป็นผู้ถืออำนาจ และมีน้ำใจเป็นโจร ถอดบิดาออกจากราชสมบัติแม้สมเด็จพระบรมไตรโลก นารถจะทรงโอนอ่อนเอาดีเข้าต่อก็ไม่ทำให้พระเจ้าติโลกราชดีตอบได้ กลับคิดร้ายต่อผู้ปราถนาดีเสียอีก” แล้วเลยกล่าวไปถึงการประหารหมื่นด้งนครเป็นตัวอย่าง จากโคลงบทนี้ แสดงให้รู้ว่า ผู้รจนาเป็นผู้ทราบเหตุการณ์และทราบประวัติของพระเจ้าติโลกราชเป็นใคร และมาได้ครองเมืองเชียงใหม่ในลักษณะอย่างไร เพราะตามพงศาวดารเชียงใหม่ว่า จับพระเจ้าสามฝั่งแกนพระบิดาขังไว้ แล้วขึ้นครองเมืองแทน เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ท่านจึงนิพนธ์ไว้ว่า “กรุงลาวอำนาจน้ำใจโจรก่อนนา” หมายความว่า เป็นผู้มีน้ำใจเป็นโจรมาก่อน และชิงราชสมบัติจากพระบิดาตัวเอง เชิญอ่านพงศาวดารเชียงใหม่ประกอบ

          ที่ยกคำอธิบายของ อ. ฉันทิชย์ มาไว้นี้ เพื่อให้รู้เท่าทันที่มาของเนื้อโคลง ซึ่งผู้แต่งเป็นฝ่ายอยุธยาจะยอพระเกียรติเจ้านายของตน จึงประณามเจ้านายของคนอื่นเป็นธรรมดา ผู้อ่านยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าจริงทั้งหมดอย่างนั้น