มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555

 

          ยวนพ่าย เป็นวรรณกรรมสะท้อนให้เห็นความเป็นไทยยุคต้นอยุธยา มีส่วนประสมประสานของวัฒนธรรมลาวกับวัฒนธรรมเขมร (บางทีเรียกเลี่ยงๆว่า วัฒนธรรมขอม)

          โคลงยวนพ่าย เป็นโคลงดั้นมีรากเหง้าจากกลอนลำในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง

          บทยอพระเกียรติยวนพ่ายยกย่องพระเจ้าแผ่นดินเป็นเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ได้ต้นแบบจากวัฒนธรรมเขมรในราชอาณาจักรกัมพูชาที่นับถือศาสนาพราหมณ์

 

กรุงศรีอยุธยา มาจากรัฐทวารวดี ที่ละโว้

          กรุงศรีอยุธยา สืบมาจากรัฐทวารวดีที่ละโว้ มีศูนย์กลางอยู่ลพบุรี เมื่อราวหลัง พ.ศ. 1600

          รัฐทวารวดี (เอกสารจีนเรียก โถโลโปตี เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสุวรรณภูมิ) เติบโตขึ้นหลัง พ.ศ. 1000 มีศูนย์กลางอยู่ที่ลพบุรี บริเวณลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก โดยเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับรัฐบริเวณโตนเลสาป (ทะเลสาบ) ในกัมพูชา และบริเวณลุ่มน้ำมูลในอีสาน

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1600 แม่น้ำลพบุรีคับแคบและตื้นเขิน ทำให้การคมนาคมขัดข้องไม่สะดวก จึงย้ายศูนย์กลางจากลพบุรีลงไปอยู่บริเวณอยุธยาทุกวันนี้สะดวกกว่าและดีกว่าเพราะใกล้อ่าวไทย กับเป็นที่รวมแม่น้ำลำคลองหลายสาย เช่น เจ้าพระยา, ลพบุรี, ป่าสัก, ฯลฯ

          บริเวณอยุธยา เดิมทีเดียวเป็นชุมชนชาวประมงขนาดเล็กๆ ตรงน้ำวนบางกะจะถึงปากน้ำแม่เบี้ย เป็นที่แวะพักแรมของพ่อค้าสำเภาและสลุบกำปั่นขึ้นล่องระหว่างรัฐทวารวดีที่ลพบุรี กับทะเลสมุทรทางอ่าวไทย นานเข้าก็หนาแน่นแล้วเติบโตขึ้นเป็นชุมชนสถานีการค้าบนเส้นทางการค้าหลายทิศทาง

          ศูนย์กลางแห่งใหม่ขนานนามว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร” หมายถึงพระนครแห่งชัยชนะของพระราม ความหมายนี้สืบเนื่องจากทวารวดีที่เป็นเมืองต้นวงศ์พระนารายณ์ ผู้ทรงอวตารเป็นพระรามมาปราบยุคเข็ญตามคัมภีร์รามายณะของชมพูทวีป (อินเดีย)

          เมื่อขนานนามเมืองใหม่แล้ว ก็เปลี่ยนนามสถานที่เก่าเป็น “ละโว้” หมายถึงเมืองโอรสพระรามที่มีนามว่าพระลพ (หรือ ลว) สอดคล้องกับความเชื่อสมัยหลังต่อมาว่าละโว้เป็นเมืองลูกหลวงของอยุธยาเมืองหลวง

          ละโว้มีคนชั้นสูงเป็นเครือญาติใกล้ชิดรัฐกัมพูชาที่เมืองพระนคร (นครวัด) โดยพูดภาษาเขมร ใช้วัฒนธรรมขอม ดังมีภาพสลักขบวนแห่จากละโว้ที่ปราสาทนครวัด

          ขอม หมายถึง คนหลายเผ่าพันธุ์ รวมไทย-ลาว บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธมหายาน สังกัดรัฐละโว้ ใช้ภาษาเขมร

          บริเวณศูนย์กลางของรัฐอโยธยา (หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร) อยู่ทองฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาปัจจุบัน โดยมีหลักหมายสำคัญคือ วัดพนัญเชิง, วัดใหญ่ชัยมงคล, ฯลฯ ที่สืบมาแต่ครั้งนั้น

          ครั้นราว พ.ศ. 1850 เกิดกาฬโรคระบาด (ในนิทานตำนานเรียกโรคห่า) แพร่จากเมืองจีนผ่านหมัดหนูที่มากับสำเภา มีผู้คนล้มตายกว่าด้วยกาฬโรคจำนวนมาก โดยเฉพาะคนชั้นปกครองที่เป็นเจ้านายขุนนางสืบเชื้อวงศ์จากทวารวดี-ละโว้ น่าจะล้มตายเกือบหมดสำรับ

          ครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีเชื้อสายทวารวดี-ละโว้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุง อโยธยา เลยต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันตกเพื่อแก้เคล็ดแล้วล้างอุบาทว์

          สมเด็จพระรามธิบดี สถาปนาเมืองใหม่ขนานนามตามเก่าว่า “กรุงศรีอยุธยา” มานามเต็มว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” เพื่อยืนยันรากเหง้าความเป็นมาจากรัฐทวารวดี

 

คติพราหมณ์ในอยุธยา

          เจ้าสามพระยา (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ครองราชย์อยุธยา พ.ศ. 1967-1991) ยกทัพไปตีได้เมืองพระนครหลวง (นครธม) เมื่อพ .ศ. 1974 ขนเทวรูปสัมฤทธิ์และรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาไว้อยุธยา

          เท่ากับโอนความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ (และมหายาน) จากเมืองพระนครหลวง กรุงกัมพูชา มาอยู่ใต้เศวตฉัตรพระบรมราชาธิราชกรุงศรีอยุธยา

          ความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแสดงออกให้เห็นในโคลงยวนพ่ายบทแรก ที่ยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (โอรสเจ้าสามพระยา เสวยราชย์สืบทอด พ.ศ. 1991-2031) ว่าทรงมีเทพเจ้าทั้ง 11 รวมอยู่ในพระองค์ มีโคลงดั้น 2 บท พรรณนาต่อเนื่องกันว่า

          พรหมพิษณุบรเมศร์เจ้า      จอมเมรุ มาศแฮ

          ยมเมศมารุตอร                   อาศน์ม้า

          พรุณคนิกุเพนทรา               สูรเสพย์

          เรืองรวีวรฟ้าจ้า                   แจ่มจันทร ฯ

          เอกาทศเทพแสร้ง              เอาองค์ มาฤๅ

          เป็นพระศรีสรรเพชญ            ที่อ้าง

          พระเสด็จดำรงรักษ์              เลี้ยงโลก ไส้แฮ

          ทุกเทพทุกท้างไหว้               ช่วยไชย ฯ

          อ. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ถอดความโคลงดั้น 2 บท ตามลำดับไว้ดังนี้

          พระพรหม พระพิษณุ พระอิศวร และพระอินทรผู้จอมเมรุมาศ

          พระยมพระพายผู้ทรงม้ามีอาศน์อันอ่อน

          พระวรุณเจ้าแห่งฝน พระเพลิงท้าวกุเพนทราสูรผู้กลืนสรรพสัตว์

          พระอาทิตย์เรืองแสงประเสริฐฟ้า และพระจันทร์จ้าแจ่มแสง

          เทพเจ้าทั้งสิบเอ็ดองค์ตั้งพระทัยนำเอาองค์ (มาผสมเป็นพระบรมไตรโลกนารถ)

          เป็นพระศรีสรรเพชญผู้ทรงรู้รอบดั่งอ้าง

          พระ (บรมไตรโลกนารถ) ได้เสด็จมาธำรงรักษาเลี้ยงโลก

          เทพเจ้าทุกองค์ทุกทาง ต่างประชุมกรช่วยอำนวยไชย

          เทพเจ้าในศาสนาพราหม์แบบเขมรทั้ง 11 องค์ (สรุปจากงานค้นคว้าของ อ. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ และจิตร ภูมิศักดิ์) มีดังนี้

          1.พระพรหม 2. พระนารายณ์ (พิษณุ) 3. พระอีศวร (บรเมศร์ มาจาก ปรม+อีศวร) 4. พระอินทร์ (จอมเมรุมาศ คือ เขาพระสุเมรุ) 5. พระยม (ยมเมศ) 6. พระพาย (มารุต ประทับบนหลังม้า) 7. พระพิรุณ (พรุณ คือ ฝน) 8. พระเพลิง (คนิ คือ อัคนี) 9. ท้าวกุเวร (กุเพนทราสูร คือ จตุโลกบาลตนหนึ่ง) 10. พระอาทิตย์ (รวิ) 11. พระจันทร์

 

เพลงดนตรีและศิลปกรรม

          นอกเหนือจากที่ชี้ให้เห็นแล้ว ในความเป็นไทยยังมีวัฒนธรรมเขมรประสมประสานอย่างสำคัญอีก คือเพลงดนตรีและศิลปกรรม

          เพลง เป็นคำเขมร หมายถึงทำนองขับร้องหรือดนตรี

          ตระ เป็นคำเขมร แปลว่าเพลงศักดิ์สิทธิ์ ไทยรับมาใช้เรียกเพลงหน้าพาทย์ แสดงกิริยาอาการของเทวดาชั้นสูง เช่น ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ คือเพลงแสดงกิริยาอาการเสด็จมาของพระนารายณ์ซึ่งปกติจะประทับอยู่เกษียรสมุทร

          ลีลาเพลงในราชสำนักยุคอยุธยาเป็นเครือญาติกับลีลาเพลงเขมร แม้ลีลาหน้าทับ (จังหวะกลอง) เพลงตะลุงปักษ์ใต้ก็เป็นอย่างเดียวกับหน้าทับเขมร

          ศิลปะลพบุรี เป็นชื่อสมมุติขึ้นใหม่ใช้เรียกศิลปะเขมรที่พบใน จ. ลพบุรี และในดินแดนไทย เพื่อหลีกเลี่ยงใช้ชื่อศิลปะเขมร ด้วยเหตุผลทางการเมืองเรื่องรัฐชาติและอาณานิคม

          อิทธิพลศิลปะ (เขมร) ลพบุรี มีให้เห็นเป็นธรรมดาในงานช่างยุคอโยธยา-อยุธยา เช่น เศียรธรรมิกราช ฯลฯ