มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28  กันยายน 2555

 

          เทือกทิวเขาใหญ่ กับขุนเขาอื่นๆที่ต่อกันเป็นพืด ทำแนวพาดตะวันตก-ตะวันออก ยาวไปตั้งแต่นครนายก-ปราจีนบุรี-สระแก้ว เป็นแหล่งต้นน้ำไหลลงทางทิศใต้ เพิ่มเติมให้แม่น้ำปราจีนบุรี ต้นทางแม่น้ำบางปะกง ล้นฝั่งขึ้นท่วมอำเภอต่างๆที่อยู่ริมแม่น้ำ เช่น อ. กบินทร์บุรี, อ. ศรีมหาโพธิ, แล้วก็เข้าสู่ อ. เมือง ปราจีนบุรี

          อ. กบินทร์บุรี น้ำท่วมไปแล้ว จากนั้นก็ท่วม อ. ศรีมหาโพธิ เป็นลำดับไป

          ศรีมหาโพธิ (ปากคนท้องถิ่นเกือบร้อยปีมาแล้วอ่านว่า สี-มะ-หา-โพด) มาจากคำว่า ศรีมหาโพธิ์ (ปากชาวบ้านอ่านว่า สี-มะ-หา-โพ) หมายถึงต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

          เหตุที่ชื่อ อ. ศรีมหาโพธิ จากต้นศรีมหาโพธิ์ เพราะดั้งเดิมเริ่มแรกพื้นที่ของอำเภอนี้กว้างขวางถึงบริเวณที่มีต้นศรีมหาโพธิ์ที่คนทั่วไปเคารพสักการะว่าศักดิ์สิทธิ์ และมีมาแต่โบราณกาลนับร้อยนับพันปีมาแล้ว จะจริงหรือไม่จริงไม่เป็นไร

          เมื่อพระเจ้าตากพาไพร่พลหนีพม่าจากอยุธยาไปจันทบูร ก็เดินทางผ่านดงศรีมหาโพธิ์นี้ มีชื่ออยู่ในพระราชพงศาวดาร

          ต่อมามีผู้คนตั้งบ้านเรือนมากขึ้น ทางการจึงให้แยกอีกอำเภอหนึ่ง

          ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเขตอำเภอใหม่ ปัจจุบันคือ อ. ศรีมโหสถ (ตามชื่อเมืองโบราณยุคทวารวดี 1,500 ปีมาแล้ว ที่พวกลาวพวนเรียกว่า เมืองมโหสถ)

          อ. ศรีมหาโพธิ จึงไม่มีต้นศรีมหาโพธิ์ ตามชื่ออำเภอ

          นี่เป็นผลของความไม่เข้าใจและไม่เคารพชื่อบ้านนามเมืองที่บอกความเป็นมาเก่าแก่ของท้องที่ เพราะผู้มีอำนาจขาดสำนึกประวัติศาสตร์ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ดูได้จากงบฯ ท้องถิ่นมหึมามหาศาล แต่ไม่เคยแบ่งปันให้เผยแพร่ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นๆ

          ที่ศรีมหาโพธิก็ไม่มีแหล่งเรียนรู้บอกความเป็นมา และผู้บริหารท้องถิ่นก็ไม่คิดจะเรียนรู้อะไร เพราะหาเงินทอนไม่ได้ ถึงได้ก็น้อย

          ตัว อ. ศรีมหาโพธิ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปราจีนบุรี ที่ไหลมาจากเขต จ. สระแก้ว ซึ่งต่อเนื่องถึงกัมพูชา สมัยโบราณมีชาวเขมรล่องเรือมาค้าขายของป่ากันบริเวณนี้ จึงได้ชื่อว่า ท่าเขมร มาตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หรืออาจมีชื่อมาแต่ยุคอยุธยาก็ได้

          ต่อมาทางการเห็นว่านี่เป็นเขตไทย จะชื่อเขมรได้ยังไง จึงเปลี่ยนเป็น ท่าประชุมชน มีชื่อแล้วตั้งแต่ ร.5 ต่อมาภายหลังกร่อนเหลือแค่ ท่าประชุม จนปัจจุบัน

          ร.5 เคยเสด็จฯทางเรือมาถึงท่าประชุมชน แล้วเสด็จฯขึ้นไปทอดพระเนตรโบราณสถานที่บ้านโคกขวาง ห่างแม่น้ำไม่มากนัก

          (โบราณสถานบ้านโคกขวางเป็นเทวสถานยุคทวารวดี นักศึกษาและอาจารย์คณะโบราณคดี ม. ศิลปากร เคยขุดค้นไว้เมื่อ พ.ศ. 2509 ครั้งนั้น คุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นนักศึกษาไปจับจอบเสียมและเกรียงขุดคุ้ยดินด้วย)

          แม่น้ำปราจีนบุรีที่ผ่านท่าประชุม อ. ศรีมหาโพธิ แคบและคดเคี้ยวมากเพราะลงที่ราบ แล้วจะไหลเข้าสู่ อ. เมือง ปราจีนบุรี เพื่อท่วมต่อไป

          หน้าน้ำมีน้ำท่วมทุกปี เป็นที่รู้กันทั้งท่าประชุมและพื้นที่ตลอดแนวสองฝั่งแม่น้ำ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะท่วมมากท่วมน้อยขนาดไหนเท่านั้น