มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 25 กันยายน 2555

 

          หนองหานหลวง จ. สกลนคร มีโบราณสถานอยู่โดยรอบ เพราะเป็นที่ตั้งรัฐโบราณ รวมถึงเกาะดอนต่างๆกลางหนองหานหลวงหลายแห่งก็เป็นพื้นที่โบราณสถาน เพราะเคยมีชุมชนยุคบ้านเชียงตั้งอยู่อาศัย

          หนองหาน เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในอีสาน มีน้ำตลอดปี เป็นจุดต่ำสุดของภูมิประเทศเขตอีสานเหนือหรือแอ่งสกลนคร มีพื้นผิวน้ำประมาณ 150 ตร.กิโลเมตร ลึกเฉลี่ยประมาณ 2.50 เมตร

          ลำน้ำสายหลักไหลลงหนองหานชื่อลำน้ำพุง มีน้ำตลอดปี แล้วยังมีลำน้ำอื่นๆจากเทือกเขาภูพานและเนินสูงรอบหนองหานอีกราว 13 สาย น้ำในหนองหานถ่ายเทไหลออกทางลำน้ำก่ำ ลงแม่น้ำโขง ที่ อ. ธาตุพนม จ. นครพนม

          หนองหาน กร่อนจากคำเต็มว่า หนองละหาน (ไม่ใช่ หนองหาร) หนอง หมายถึงแอ่งน้ำ แต่ภาษาปากอาจเรียกซ้อนคำว่าหนองน้ำก็ได้ ละหาน หมายถึงที่ลุ่มเก็บน้ำไว้จำนวนมาก บางทีเรียกห้วยละหาน แล้วกร่อนเหลือหานคำเดียวในหนองหาน

          ในอีสานเหนือมีหนองหาน 2 แห่ง เรียกต่างกัน คือ หนองหานหลวง อยู่ จ. สกลนคร และหนองหานน้อย อยู่ จ. อุดรธานี

          ทั้งหนองหานหลวงและหนองหานน้อย มีคนตั้งหลักแหล่งอยู่รอบๆไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว พบหม้อลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ทั้งที่หนองหานหลวงและหนองหานน้อย

          คนสมัยหลังผูกนิทานว่าหนองหานทั้ง 2 แห่งเกิดจากการกระทำของนาคที่หนีมาจากหนองแส(อยู่คุนหมิง ยูนนาน) ซึ่งอยู่ทางข้างเหนือๆของแม่น้ำโขงขึ้นไป

          คนทางหนองหานหลวง สกลนคร ก่อบ้านสร้างเมืองสืบเนื่องต่อมาจนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ แล้วเป็นหลักแหล่งของคนกลุ่มหนึ่งมีผู้นำชื่อ“บุลีจันอ้วยล่วย” หลังจากนั้นพากันไปสร้าง“เวียงจันทบุลี” ทุกวันนี้คือเวียงจัน

          ดอนสวรรค์ เป็นชื่อที่ดอนหรือเกาะกลางหนองหานหลวง จ. สกลนคร บางทีก็เรียกซ้อนคำว่า เกาะดอนสวรรค์

          ดอน หมายถึงที่สูงเป็นเนินเป็นโคกขนาดใหญ่คล้ายเกาะกลางแม่น้ำ, หนองน้ำ บางทีใช้เรียกที่สูงทั่วๆไปโดยไม่อยู่กลางน้ำก็ได้ เช่น ที่สูงกลางท้องนาก็เรียกดอน หรือที่นาสูงกว่านาลุ่มก็เรียกนาดอน

          ในหนองหานหลวงมีหลายดอน ล้วนเคยมีคนตั้งหลักแหล่งราว 2,000 ปีมาแล้ว พบภาชนะเขียนสีแบบบ้านเชียงอยู่เกลื่อนไป

          ราว 20 กว่าปีมาแล้ว ผมเคยติดตามพรรคพวกลงเรือไปสำรวจดอนต่างๆกลางหนองหานหลวง พบแต่เศษภาชนะแตกหักอยู่ในป่ารก ไม่พบคนอยู่อาศัย ไม่มีพระสงฆ์

          ถ้าจะเคยมีผู้คนและพระสงฆ์อยู่อาศัยบนดอนสวรรค์ หรือดอนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องในอดีตอันยาวนานมากแล้ว ครั้งที่รัฐรุ่นแรกโรยรารกร้างกลายเป็นป่าดงไปแล้วนานมาก

          ไม่ควรรื้อฟื้นอนุญาตให้ใครถือครองที่ดินสาธารณะเหล่านี้อีก เพราะเป็นพื้นที่โบราณสถาน ต้องรักษาไว้เป็นแหล่งเรียนรู้หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี เป็นสมบัติส่วนรวมที่ใช้พักผ่อนท่องเที่ยวได้document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);