Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 19 กันยายน 2555

 

          “ไม่มีผู้บริหารที่เยี่ยม ในโรงเรียนที่แย่” และ “ไม่มีผู้บริหารที่แย่ ในโรงเรียนที่เยี่ยม”

          อ. พนม พงษ์ไพบูลย์ (อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ประธานกรรมการบริหาร  ช.อ.ศ.) ยกข้อความข้างต้นเพื่อบอกความสำคัญของผู้บริหารการศึกษาและสถานศึกษาไว้ในบทความเรื่องครูและผู้บริหาร…กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2555 หน้า 6) แล้วย้ำว่า

          “ผู้บริหารที่ดียังอาจนำชุมชน, ผู้ปกครอง, ผู้รู้ในหลากหลายอาชีพ, และทรัพยากรในท้องถิ่นมาช่วยหนุนเสริมการจัดการศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วย”

          แล้วบอกอีกว่า “ผู้บริหารที่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ ไม่มีภารกิจนอกสถานศึกษามากเกินไป จะเป็นตัวอย่างและเป็นกำลังใจให้ครูปฏิบัติหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น”

          ใกล้ๆกรุงเทพฯนี่เองมีโรงเรียนทั้งขนาดใหญ่ขนาดน้อยตั้งในชุมชนต่างคนต่างอยู่ และอัตคัดผู้รู้ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามีเหตุจากอะไรแน่ แต่ที่แน่ๆส่งผลให้เด็กๆนักเรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดความมั่นคงแข็งแรงก้าวหน้า

          เพราะผู้บริหารโรงเรียนมีภารกิจนอกสถานที่มากเกินไป จึงไม่มีเวลาและไม่มีกะจิตกะใจเชื้อเชิญและชักชวนผู้รู้หลากหลายอาชีพมาช่วยหนุนเสริมการจัดการศึกษาเพิ่มเติม

          มูลนิธิ ดร. โกวิท วรพิพัฒน์ กับมูลนิธิบรรจง พงษ์ศาสตร์ เคยพยายามสนับสนุนผู้บริหารโรงเรียนบางแห่งเพื่อให้เด็กๆนักเรียนพ้นจากสภาพเสียโอกาส

          แต่ผู้บริหารโรงเรียนยังเหมือนเดิม คือไม่กระตือรือร้นแสวงหาความร่วมมือจากผู้รู้หลากหลาย ทั้งในท้องถิ่นและนอกท้องถิ่นมาหนุนเสริม เด็กๆนักเรียนเสียโอกาสอย่างเดิมๆ

          ชุมชนต่างคนต่างอยู่และอัตคัดผู้รู้ อาจคลี่คลายไปในทางดีได้ถ้าการศึกษาในโรงเรียนกับการศึกษานอกระบบ ร่วมกันจัดการศึกษาอย่างรื่นรมย์สนุกสนานและทันสมัยสม่ำเสมอ

          นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่าอนาคตจะมีคนไทยไม่รู้หนังสือลดลงเรื่อยๆ เพราะว่า กศน. ได้ให้การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (ฉบับวันจันทร์ที่ 10 กันยายน 2555 หน้า 16)

          สถิติของประเทศไทยพบว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดจากค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศ 65 ล้านคน

          แต่เพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างสิงคโปร์และเวียดนาม อ่านหนังสือปีละ 5 เล่ม จีนอ่านหนังสือปีละ 6 เล่ม ส่วนทางทวีปยุโรปอ่านหนังสือปีละ 16 เล่ม อเมริกาอ่านปีละ 16 เล่ม ยุโรปเหนือ เช่น สวีเดน เดนมาร์ก อ่านหนังสือปีละ 24 เล่ม

          ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ถือว่าไทยยังช้ามาก

          “ผมว่าคนไทยไม่ได้อ่านแค่ 8 บรรทัด แต่เพราะเป็นสถิติของโลก เราก็ต้องยอมรับ ซึ่งคนไทยทุกวันนี้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ อาจจะอ่านจากคอมพิวเตอร์ อ่านจากสื่อออนไลน์อื่นๆ” นายประเสริฐเชื่ออีกว่าในอนาคตเรามี พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต ก็จะส่งเสริมคนที่อ่านหนังสือ ส่งเสริมให้คนเรียนรู้ตลอดชีวิต การอ่านหนังสือของไทยอาจจะเพิ่มมากขึ้น

          “การรู้หนังสือไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้อีกต่อไป แต่จะต้องรู้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นจุดปรับตัวที่สำคัญที่สุดของ กศน.” นายรุ่ง แก้วแดง อดีต รมต. ช่วยศึกษาฯ บอก กศน. ให้ทบทวนเรื่องการรู้หนังสือว่าต้องสร้างความเข้าใจใหม่ (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 11 กันยายน 2555 หน้า 22)

          ขณะเดียวกันมีปัญหาหลายอย่างที่ กศน. ยังไม่ได้ทำ ดังคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) บอกว่า

          “ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการทำการวิจัยและศึกษาเรื่องการรู้หนังสืออย่างจริงจังเหมือนในต่างประเทศ จึงอยากให้ กศน. ลองทำเรื่องนี้เพื่อสำรวจข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องการรู้หนังสือของคนไทยและเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา เพราะขณะนี้หาข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องการรู้หนังสือได้ยากมาก” (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 10 กันยายน 2555 หน้า 22)

          มีประจักษ์พยานอีก คือห้องสมุดประชาชนฯหลายแห่งของ กศน. อยู่ในลักษณะหมดสภาพจำนวนมาก น่าเสียดาย จนน่าสงสัยว่าการอ่านของไทยจะเพิ่มอย่างไร หรือเอาแค่“อ่านได้ คิดเองไม่ได้”

          ไม่ว่าในระบบ หรือนอกระบบ ก็จบที่ราชการพอๆกัน