มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7  กันยายน 2555

 

          เกาะบาหลี มีกฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงเกินต้นมะพร้าว บรรดาโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเลยสร้างลึกลงไปใต้ดิน ทำให้ต้นมะพร้าวยังปกคลุมเกาะบาหลีเป็นสวรรค์ทะเลใต้ ตำนานแหล่งท่องเที่ยวของโลกจนทุกวันนี้

          ผู้รู้ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์เคยบอกว่าที่บาหลีของอินโดนีเซียมีกฎหมายแข็งแรงก้าวหน้าอย่างนั้นได้ เป็นผลจากยุคอาณานิคม เมื่อดัตช์(เนเธอร์แลนด์)ปกครอง แล้วตรากฎหมายไว้

          เกาะภูเก็ตและเกาะสมุยของไทย ไม่เห็นความสำคัญของต้นมะพร้าว เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยวสำคัญมากกว่า และด้วยความภาคภูมิอย่างลำพองว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร

          อัมพวา ไม่ใช่เกาะในทะเล(เหมือนบาหลี) แต่สภาพแวดล้อมทั่วไปคล้ายเป็นเกาะบนที่ราบลุ่มปากน้ำแม่กลอง มีสวนมะพร้าวและสวนหมากในสวนผลไม้หลายหลาก ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วกันมาแต่ยุคอยุธยาว่า“บางช้างสวนนอก” หมายถึงอยู่ไกลอยุธยา คู่กับ“บางกอกสวนใน” หมายถึงอยู่ใกล้อยุธยา

          แต่อัมพวาไม่มีข้อห้ามก่อสร้างอาคารสูงเกินต้นมะพร้าวหรือต้นหมาก อย่างที่เกาะบาหลีมี นักลงทุนจากภายนอกและภายในท้องถิ่น จึงคิดสร้างอาคารสูงใหญ่ตามใจชอบ โดยไม่บันยะบันยัง

          ยิ่งร้ายไปกว่านั้น เมื่อหลายปีมาแล้วรัฐคิดตัดถนนกว้างใหญ่ (แบบซูเปอร์ไฮเวย์หรือมอเตอร์เวย์) ไปเพชรบุรี-หัวหิน ผ่ากลางเรือกสวนอัมพวาอย่างหน้าด้านๆ ทั้งๆควรสงวนรักษาสภาพแวดล้อมของบางช้างสวนนอกไว้เป็นประวัติศาสตร์สังคมของไทย(ที่ไม่มีเหลืออีกแล้วเหมือนอัมพวา) แล้วยกขึ้นเป็นมรดกโลก

          ล่าสุดมีนักธุรกิจอัญมณีลงทุนก่อสร้างโครงการใหญ่เพื่อพัฒนาพื้นที่ริมคลองในเขตบางช้างสวนนอกที่อัมพวา โดยไม่ให้ความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสวนมะพร้าว, สวนหมาก, สวนผลไม้ กับแม่น้ำลำคลอง ดูได้จากความสูงของอาคาร จนเกิดการต่อต้านขนานใหญ่จากคนในท้องถิ่นและคนนอกท้องถิ่นที่เห็นความสำคัญ

          เหตุแท้จริงจะมาจากไหนก็ตาม ยกไว้พูดจากันต่อไป แต่สิ่งหนึ่งคือ ไม่มีกฎ กติกา และมารยาทชัดเจนแข็งแรงพอที่จะควบคุมให้ทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่งไม่ต่างจากที่อื่นๆ เช่น วังน้ำเขียว, ทับลาน, เกาะเสม็ด, เกาะช้าง, ฯลฯ

          ขณะเดียวกันสังคมก็อ่อนแอทางสำนึกสาธารณะ เพราะต่างเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ถ้าไม่ถูกต่อต้านคัดค้านครึกโครมก็ไม่รู้สึกบกพร่องผิดพลาด

          อัมพวา เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญมากที่ภาคประชาชน, ภาคเอกชน, ภาครัฐ ต้องร่วมกันแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะทั่วประเทศ ให้เกิดสำนึกสาธารณะ ปกปักรักษาสมบัติสาธารณะทางธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำ ที่จะมีปัญหารุนแรงมากขึ้นตลอดไปถ้าไม่เรียนรู้ด้วยความเคารพที่จะอยู่กับน้ำและธรรมชาติ

          ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบางช้าง, อัมพวา, แม่กลอง ที่มีพัฒนาการไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว จะช่วยกระตุ้นให้สำนึกสาธารณะมีลึกซึ้งและกว้างขวางอย่างยาวนานได้ โดยมิวเซียมควรทำหน้าที่สำคัญอันยิ่งใหญ่นี้

          แต่ตราบที่ความเหลื่อมล้ำยังมี มิวเซียมดีๆมียากที่จะทำหน้าที่แบ่งปันความรู้เพื่อความเสมอหน้าเสมอบ่าเสมอไหล่ในสังคม

          เมื่อหน่วยงานที่มีอยู่แล้วไม่ทำงาน ทางออกของรัฐที่มักทำกันทั่วไปคือสถาปนาหน่วยงานใหม่มิใช่หรือ?

          ไฉนไม่สถาปนามิวเซียมสังคมขึ้นมาทำงานสนองเรื่องสาธารณะเหล่านี้ล่ะ? ดีไหม?} else {