Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2555

         

          “ไทย ไท ไต ไม่น่าจะเป็นกลุ่มชนที่รู้จักการปลูกข้าวดี หรือหากดินแดนประเทศไทยจะเคยเป็นแหล่งปลูกข้าวเก่าแก่ ก็ไม่น่าจะเป็นแหล่งแรกๆ”

          อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร จาก ม. ธรรมศาสตร์ บอกไว้ในเฟซบุ๊ก ที่ผมเขียนเรื่องไทยโอ้อวดเรื่องข้าว แต่ไม่มีมิวเซียมข้าวและชาวนา (มีพิมพ์ในมติชนฉบับวันอังคาร 28 สิงหาคม 2555) แล้วให้ความรู้เพิ่มอีกว่า

          “ที่เดาอย่างนี้เพราะภาษาไทย ไท ไต ไม่มีคำเรียกข้าวที่รุ่มรวยเหมือนภาษาอื่น เช่น ภาษาเวียดนาม” แล้ว อ. ยุกติก็ยกคำเวียดนามเกี่ยวกับข้าวหลายคำ ที่หมายถึงข้าวต่างๆกัน (แต่ผมคัดมาไม่ได้ เพราะไม่มีฟอนต์ตัวพิมพ์อย่างนั้น แล้วไม่มีปัญญาเปิดหา) “ขณะที่ในภาษาไทยแต่ละคำเหล่านี้ล้วนเป็นคำผสมจากคำอื่นๆ ไม่มีคำเฉพาะอธิบายขั้นตอนต่างๆของการผลิตและบริโภคข้าวเลย”

          โดยย้ำตอนท้ายว่าน่าเทียบเคียงการศึกษาทางมานุษยวิทยาภาษากับทางโบราณคดีต่อไป

          ขอบพระคุณ อ. ยุกติ ที่กรุณาแนะนำแล้วให้ความรู้เพิ่มเติมซึ่งมีคุณค่ามาก สำหรับผมที่ต้องศึกษาอีกนับไม่ถ้วน

          ที่จริงเรื่องไทยไม่มีมิวเซียมข้าวและชาวนา ผมเคยเขียนลงในมติชนหลายครั้ง ตั้งนานมาแล้ว เริ่มแรกๆราวเกือบ 30 ปีมาแล้วโน่นแหละ

          ครั้งนั้นผู้ว่าฯ สุพรรณเลยคิดทำพิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย แล้วคุณขรรค์ชัย บุนปาน สนับสนุนสมทบทุนเริ่มแรกไปหลายล้านบาท ทุกวันนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ปลัดจังหวัดฯ กรุณาเขียนประชาสัมพันธ์ลงในมติชน (ฉบับวันอาทิตย์ 2 กันยายน 2555 หน้า 4)

          ผมเคยไปดูราว 20 ปีมาแล้ว ไปครั้งเดียวแล้วไม่ไปอีกเลย เพราะเนื้อหาไม่ใช่ มิวเซียมข้าวและชาวนาอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งอะไรก็ตามที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับศาลากลางจังหวัด เป็นไม่มีใครอยากไปมาหาสู่ ซึ่งเพราะเหตุอะไรไม่ต้องบอก ใครๆก็รู้

          ตัวเลขสถิติผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ที่เอามาพิมพ์ประกอบไว้นั้น สวยงามดี แต่ไม่มีใครถือสาว่าเป็นจริง

          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ในบริเวณศาลากลางสุพรรณ มีเนื้อหาต่างจากหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีจริงๆเกี่ยวกับข้าวและชาวนา ซึ่งพบในดินแดนต่างๆ ทั้งในไทยและเพื่อนบ้าน

          พิพิธภัณฑ์อื่นๆที่มีผู้บอกมาก็เช่นกัน ส่วนมากทำขึ้นเพื่ออย่างอื่น ไม่ได้ทำเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรมของข้าวและชาวนา (เช่น ไล่น้ำ, ฟันน้ำ เห่เรือขอขมาให้น้ำลดลงบาดาล ในพื้นที่สุวรรณภูมิฯ ฉบับวันนี้) ซึ่งต้องค้นคว้าวิจัยทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างจริงจังก่อนจะจัดแสดง

          เมื่อจัดแสดงแล้วยังต้องมีกิจกรรมแบ่งปันความรู้สม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างสนุกสนานรื่นรมย์ แล้วศึกษาวิจัยเพื่ออัพเดตข้อมูลไม่หยุดอีกด้วย ถึงจะมีชีวิตชีวา

          ผมเขียนถึงมิวเซียมไทย ทั้งของทางการและไม่ทางการ มานานหลายปี โดยเน้นที่เนื้อหาและกิจกรรม อย่างซ้ำซากเหมือนผลิตซ้ำ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งนี้กว่าจะเข้าใจตรงกัน มันเหลือเข็ญจริงๆ ต้องย้ำแล้วย้ำอีกเหมือนเดิม แม้จะเบื่ออย่างยิ่งก็ต้องจำยอมทน

          วิธีคิดเรื่องเนื้อหาและบริหารจัดการมิวเซียมไทย ของทางการกับของไม่ทางการ ยังต่างกันมาก พอๆกับการเมืองต่างสี คงต้องใช้เวลาอีกนานมากๆกว่าจะปรองดองสอดคล้องไปกันได้ หรืออาจไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นยังกว้างมาก คงต้องรอจนกว่าความเสมอภาคเริ่มมีแวว วิธีคิดคงสอดคล้องกันได้บ้าง หวังอย่างนั้น

          กิจการมิวเซียมและประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย หนีไม่พ้นการเมืองหรอก เพราะตั้งแต่มีมิวเซียมและประวัติศาสตร์โบราณคดีเกิดขึ้นในไทย ก็ล้วนตอบสนองการเมืองแบบอาณานิคมของคนชั้นสูงผู้ดีกระฎุมพีทั้งนั้น แม้ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ตลอดเวลา

          แต่พากันหลอกตัวเองและคนอื่นว่าไม่การเมือง แล้วคนหลงเชื่อก็มี คนไม่เชื่อก็มาก ผมไม่มีสติปัญญาและความสามารถอย่างนั้นโต้เถียงกับ“ข้าราชวิชาการ”พวกนี้d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);