Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

 

          “จะพัฒนาให้พิพิธภัณฑสถาน ตอบสนองประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น”

          อธิบดีกรมศิลปากร โสมสุดา ลียะวณิช กล่าวหลังลงนามบันทึกความเข้าใจการแลกเปลี่ยนวิทยาการ และวัฒนธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2556-2560 ระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคิวซู ประเทศญี่ปุ่น กับกรมศิลปากรของไทย เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2555 หน้า 16)

          รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากต่อมิวเซียม จึงใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศด้วยการแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ผ่านมิวเซียมสู่ประชาชนญี่ปุ่น แต่ไทยให้ความสำคัญน้อย เพราะคนบริหารมิวเซียมของไทยเองที่ทำพิพิธภัณฑสถานห่งชาติเป็นโกดังเก็บของเก่า จนคุณทักษิณ ชินวัตร ทนเห็นสภาพล้าหลังไม่ไหว เลยสร้างมิวเซียมสยามขึ้นใหม่ หวังให้เป็นอย่างญี่ปุ่น แต่เป็นหรือยัง? ไม่ทราบ ผมไม่เคยดู

          หลักการสำคัญของมิวเซียมหรือพิพิธภัณฑสถาน ก็คือต้องตอบสนองประชาชน แล้วเชิญชวนประชาชนมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันทำกิจกรรมต่างๆอย่างสม่ำเสมอ อันเป็นสิ่งที่มิวเซียมทั่วโลกปฏิบัติกันมานับร้อยปีแล้ว จนก้าวหน้าไม่รู้ถึงไหนต่อถึงไหน ยกเว้นในไทย

          เมื่ออธิบดีกรมศิลปากรมีสำนึกรู้ว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต้องยึดโยงและตอบสนองประชาชนคนไทยในสังคมไทย อย่างนี้นับว่าน่ายกย่องสรรเสริญ แม้จะช้าไปก็ยังดี เพราะไม่เคยได้ยินอย่างนี้จากอธิบดีกรมศิลปากรคนก่อนๆ (เข้าใจว่าแต่ละคนก็ไม่เข้าดูพิพิธภัณฑ์ เหมือนคนไทยทั่วไปนั่นแหละ)

          สิ่งแรกสุดคือต้องปรับความเข้าใจเรื่องบทบาทและหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ว่าไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บของเก่าเท่านั้น แต่ต้องมีกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ความรู้อย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อสังคมไทย “รู้เขา รู้เรา รู้โลก”

          จากนั้นต้องลงมือปฏิบัติจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนและผู้คน ที่ มิวเซียมทั่วโลกเรียกประวัติศาสตร์สังคม(ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ศิลปะ) ของบริเวณที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตั้งอยู่ เช่น

          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี ต้องจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน อยู่ทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชาวอินเดีย-ลังกาโบราณเรียกดินแดนนี้ว่าสุวรรณภูมิ โดยมีผู้คนซึ่งต้องนับเป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้ มีหลายเผ่าพันธุ์สร้างสรรค์ชุมชนบ้านเมืองจนเติบโตเป็นรัฐเก่าสุดของไทย แล้วมีชื่อเรียกรัฐไปต่างๆจนสืบเนื่องถึงรัฐสุพรรณภูมิ แล้วเป็นเมืองสุพรรณบุรี กระทั่งทุกวันนี้เป็น จ. สุพรรณบุรี มีอู่ทองเป็นชื่ออำเภอที่ได้จากนิทานประจำถิ่นเรื่องท้าวอู่ทอง

          พิพิธภัณฑ์อู่ทองของกรมศิลปากร พยายามทำแล้ว แต่ยังตกอยู่ในหลุมดำอำมหิตของประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคม เลยหลงทางเอาแต่ฟื้นความหลังของพวกโบราณคดีกันเอง โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาชนคนอู่ทองตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน สิ่งที่จัดแสดงไว้ก็เท่ากับเสียเปล่า

          คนอู่ทองและคนสุพรรณไม่ดูพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากร เพราะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องราวของอู่ทอง แต่เป็นประวัติศาสตร์ของพวกโบราณคดี กรมศิลปากร ซึ่งจัดแสดงไว้ดูกันเองพวกเดียว ไม่เกี่ยวกับคนอู่ทองและคนสุพรรณ

          นักจัดพิพิธภัณฑ์ในไทยบางคนชอบยกตนข่มท่านดูถูกคนอื่นดื่นไป ที่ไม่เรียนจบทางพิพิธภัณฑ์ว่าเลยไม่เข้าใจพิพิธภัณฑ์

          ดูมันจะบ้าขนาด แสดงว่าคนพวกนี้ล้มเหลวทางการจัดมิวเซียม เพราะจัดให้คนอื่นทั่วประเทศดูรู้เรื่องไม่ได้ เลยโทษคนอื่น เหมือนนักการเมือง “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”

          คนดูรู้เรื่องคือพวกมันแค่นั้น มีพยานเต็มไปหมดคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศไงล่ะ อธิบดีกรมศิลปากรถึงต้องออกมาบอกว่าต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองประชาชน แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

          อธิบดีมีเวลาเหลืออยู่ในกรมไม่ถึงเดือนก็ต้องเกษียณไป คนใหม่เข้ามาก็เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำใหม่ เลยไม่หวังว่าจะสำเร็จ มิวเซียมมีด้วยหรือ? ที่จะตอบสนองประชาชน