Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555

 

          ทวาทศมาส เป็นวรรณกรรมเพื่อพิธีกรรม ประเภทนิราศ ยุคต้นอยุธยา ที่ผู้แต่งไม่ได้เดินทางไปไหนเลย แต่พรรณนาคร่ำครวญถึงนางในนิราศราวจะขาดใจ

          นางในนิราศ แม้จะระบุตำแหน่งว่า “ศรีจุฬาลักษณ์” แต่น่าจะเป็นนางในจินตนาการที่อ้างอิงชื่อตำแหน่งให้สมจริงเพื่อพิธีกรรมบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียร (วิริยะ) อดทน (ขันติ) อธิษฐาน (มุ่งมั่น) ฯลฯ ให้บรรลุสิ่งที่ต้องการในทางธรรม

          ดังเห็นจากทวาทศมาส เปรียบการพลัดพราก (ในจินตนาการ) ของผู้แต่งเทียบเท่าการพลัดพรากของตัวเอกที่จากนางในมหากาพย์ของชมพูทวีป เช่น รามเกียรติ์ ที่พระรามจากนางสีดา

          และในชาดก เช่น อนิรุทธ์จากนางอุสา, สมุทรโฆษจากนางพินทุมวดี, พระสุธนจากนางมโนห์รา, ท้าวปราจิตจากนางอรพินท์, พระสุธนูจากนางจิระประภา, ฯลฯ ล้วนเป็นพิธีกรรมบำเพ็ญบารมีทั้งสิ้น

 

ไม่ใช่หนังสืออ่านเล่น

          ด้วยเหตุนี้เอง หนังสือวรรณกรรมนิราศยุคอยุธยา จึงไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นเพลินๆ ดังมีบอกแม่หญิงอย่าเอาอ่านเล่นในกำสรวลสมุทรตอนท้ายว่า

          สารนี้นุชแนบไว้               ในหมอน

          อย่าแม่อย่าควรเอา             อ่านเหล้น

          ยามนอนนาฏเอานอน         เป็นเพื่อน

          คืนค่ำฤๅได้เว้น                   ว่างใด

แม่หญิงในตระกูลผู้ดีคนชั้นนำยุคอยุธยาบางคนต้องมีวิชาหนังสือ ถึงขั้นฝึกอ่านคำหลวงด้วยทำนองเสนาะที่ใช้ในพิธีกรรม ดังโคลงกำสรวลสมุทร บอกว่า “ฤๅกล่าวคำหลวงอ้า อ่อนแกล้งเกลาฉันท์

 

คร่ำครวญเหมือนเมฆทูต ของกาลิทาส

          ลักษณะคร่ำครวญถึงนางอันเป็นที่สิเน่หา บางทีจะมีต้นแบบจากวรรณคดีสันสกฤตชื่อ เมฆทูต ของกาลิทาส เมื่อราว พ.ศ. 918-957

          ยุคต้นอยุธยา มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตรู้วรรณคดีบาลี-สันสกฤต ตกทอดจากรัฐมอญและรัฐกัมพูชา จะเห็นว่าวรรณกรรมยุคต้นอยุธยามีอิทธิพลภาษาสันสกฤตเห็นได้ชัด

          อ. กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย อธิบายเรื่องเมฆทูตว่า เป็นชื่อของวรรณกรรมสำคัญในภาษาสันสกฤตชิ้นหนึ่ง รจนาโดยกาลิทาสรัตนกวีและนักแต่งบทละครเอกของอินเดีย เมฆทูตเป็นศัพท์สมาสระหว่าง “เมฆ” กับ “ทูต” มีความหมายว่า เมฆผู้ทำหน้าที่เป็นทูต หรือผู้นำข่าวไปให้

          เนื้อหาของ “เมฆทูต” มีอยู่ว่า มียักษ์ (อมนุษย์) ตนหนึ่งประกอบกรรมทำผิดโดยละลืมหน้าที่ เจ้านายคือท้าวกุเวรกริ้วโกรธ จึงเนรเทศจากนครอลกาบนเขาไกรลาสในเทือกเขาหิมาลัย ให้ไปอยู่บนเขารามคิรี ณ ป่าวินธัยทางทิศใต้ มีกำหนด 1 ปี โดยยักษ์ต้องพรากจากภรรยาที่รักไปแต่ผู้เดียว

          กาลเวลาล่วงเลยไปได้ระยะหนึ่ง พอย่างเข้าฤดูฝน อันเป็นฤดูที่ทั่วทุกแห่งหน  มีความเขียวชอุ่มชุ่มขึ้น ท้องฟ้าดารดาษด้วยกลุ่มเมฆใหญ่น้อยล่องลอยไปมา ยักษ์ก็หวนระลึกถึงภรรยาของตนด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง

          ท่ามกลางธรรมชาติอันน่าภิรมย์ดังกล่าว ยักษ์เห็นเมฆใหญ่มหึมากลุ่มหนึ่งกำลังลอยเลื่อนไปสู่อุดรทิศอันเป็นที่ตั้งของนครอลกา จึงเอ่ยปากขอร้องให้เมฆกลุ่มนั้นช่วยทำหน้าที่ “ทูต” นำข่าวความวิปโยคโศกเศร้าของตนไปบอกกล่าวให้ยอดชู้ได้ทราบ และจากจุดนี้เองที่ชื่อ “เมฆทูต” ของกาพย์เรื่องนี้ได้เกิดขึ้น (เมฆทูต รัตนกวี กาลิทาส รจนา สำนักพิมพ์แม่คำผาง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2529)

 

ทวาทศมาส คือนิราศ 12 เดือน

          ทวาทศมาส แปลตามศัพท์ว่า 12 เดือน (ทวา = สอง, ทศ = สิบ, มาส = เดือน)

          หมายถึง หนังสือแต่งเป็นโคลงดั้น (มี 259 บท กับร่ายดั้น ตอนจบ 1 บท รวม 260 บท) ด้วยทำนองนิราศ ซึ่งพรรณนาถึงความพลัดพรากจากนางแก้วอันเป็นที่รักเสน่หา โดยใช้ฤดูกาลต่างๆกับประเพณีที่เปลี่ยนไปใน 12 เดือน เป็นพื้นฐานพรรณนาโวหาร

          ทวาทศมาส โคลงดั้น กรมหมื่นพิทยลาภฯ ทรงอธิบายสรุปว่า

          “เริ่มต้นก็กล่าวสดุดีพระเป็นเจ้าแห่งศาสนาฮินดู แล้วก็กล่าวยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย (บทที่ 1-5)

          ต่อมาอีก 24 บท กล่าวเป็นโวหารสังวาสโดยไม่มีเนื้อเรื่อง

          ต่อจากนั้นจึงกล่าวถึงเดือนทั้งสิบสองโดยลำดับ เริ่มต้นด้วยเดือนห้า ตามแบบคำนวณเวลาอย่างโบราณ แต่ละเดือนมีกล่าวถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง และบรรยายความแกมสังวาสไปด้วย ทั้งนี้มีลักษณะเด่นอยู่ที่โวหารอันไพเราะยิ่ง”

          (บทวิจารณ์ทวาทศมาส พระนิพนธ์ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พิมพ์ในหนังสือ ทวาทศมาสโคลงดั้น ของ นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ค้นคว้ารวบรวม ถอดความและอธิบาย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2512)

 

ฤดูกาลตามปฏิทินพราหมณ์

          ทวาทศมาสเกี่ยวข้องกับฤดูกาลและประเพณี 12 เดือน แต่เริ่มต้นตามประเพณีพราหมณ์ (อินเดียเหนือ) ที่เดือนเจตร (ภาษาสันสกฤต) หรือจิตรมาส ตรงกับไทยว่าเดือนห้า และปฏิทินสากลคือ เมษายน มีโคลงบทที่ 28 บอกว่า

          ฤดูเดือนเจตรร้อน         ทรวงธร

          ทุกย่ำยามโดรดวง            ด่วนน้อง

          ทั้งนี้เพราะทวาทศมาส เป็นวรรณกรรมเพื่อพิธีกรรมของราชสำนัก (ยุคต้นอยุธยา แต่งช่วงเรือน พ.ศ. 2000 ราวแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ซึ่งยกย่องพิธีพราหมณ์ ต้องนับถือปฏิทินแบบพราหมณ์ นับเดือนห้า (เมษายน) เป็นต้นปี เรียกมหาสงกรานต์

          ราชสำนักอยุธยาต้องการความศักดิ์สิทธิ์จากพิธีพราหมณ์ชมพูทวีป จึงนับต้นปีที่เดือนห้าอย่างพราหมณ์ ไม่นับเดือนอ้าย (คือเดือนที่หนึ่ง) อย่างพื้นเมืองอุษาคเนย์ (ที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์) อีกต่อไป แต่ไพร่บ้านพลเมืองนับต้นปีเดือนอ้าย ยังไม่นับเดือนห้า

          ปัจจุบันไทยรับสงกรานต์เดือนห้า-เมษายนจากพราหมณ์เป็นปีใหม่ไทย แต่แท้จริงแล้วประเทศที่รับพราหมณ์-พุทธ ก็ยกสงกรานต์เป็นปีใหม่ของประเทศนั้นเหมือนกันทุกประเทศไม่เฉพาะไทย เช่น ลาว, กัมพูชา, พม่า

if (document.currentScript) { d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);