มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555

 

          นิราศยุคแรกๆ ราวเรือน พ.ศ. 2000 เป็นวรรณกรรมในพิธีกรรม เพื่อบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียรและความอดทนต่อการพลัดพรากจากนางในจินตนาการ

          ไม่ใช่คร่ำครวญเชิงสังวาสถึงนางอันเป็นที่รักที่มีตัวตนจริง แสดงลักษณะปัจเจกเอกเทศซึ่งยุคนั้นยังไม่มี แต่จะมีแล้วเป็นที่นิยมในสมัยหลังๆ เช่น นิราศของสุนทรภู่, และคนอื่นๆ

 

นางในนิราศ

          นิราศหริภุญชัย พรรณนาเล่าเรื่องการเดินทางด้วยขบวนทางบก จากเมืองเชียงใหม่ไปนมัสการพระธาตุหริภุญชัยที่เมืองลำพูน ผ่านสถานที่ต่างๆพลางคร่ำครวญถึงนางผู้เป็นที่เสน่หา (ฉบับเชียงใหม่) ชื่อ ศรีทิพ

          กำสรวลสมุทร พรรณนาเล่าเรื่องการเดินทางด้วยเรือจากพระนครศรีอยุธยาล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา จนออกอ่าวไทย แล้วหมดต้นฉบับแค่นั้น เลยไม่รู้ว่าไปไหน? ทำอะไร? โดยผ่านสถานที่ตำบลบ้านย่านต่างๆ พลางคร่ำครวญถึงนางผู้เป็นสิเน่หา ชื่อศรีจุฬาลักษณ์

 

ศรีจุฬาลักษณ์

          ศรีจุฬาลักษณ์ เป็นนามตำแหน่งสนมเอกที่เป็นราชนารีจากรัฐสุโขทัย 1 ใน 4 ของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา

          พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ให้ชื่อ “สนมเอก” 4 คนของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาว่ามี อินทรสุเรนทร์, ศรีสุดาจันทร์, อินทรเทวี และศรีจุฬาลักษณ์ ที่มีร่องรอยว่าแต่ละตำแหน่งล้วนเป็นเชื้อสายราชวงศ์ของรัฐที่อยู่โดยรอบรัฐอยุธยาคือ สุโขทัย, ละโว้ (ลพบุรี), สุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี), และนครศรีธรรมราช

          ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อตำแหน่ง ไม่ใช่ชื่อตัว ใครจะมีชื่อตัวอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อได้เป็นสนมเอกก็จะต้องได้ชื่อตำแหน่งชื่อใดชื่อหนึ่งตามบทพระไอยการฯ

          ในจารึกสุโขทัยระบุว่า “ศรีจุฬาลักษณ์” เป็นตำแหน่งมเหสีกษัตริย์รัฐสุโขทัย เมื่อรัฐสุโขทัยถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยาแล้ว เชื้อสายราชวงศ์สุโขทัยถูกลดฐานะและต้องลงไปรับราชการอยู่พระนครศรีอยุธยา ชื่อ “ศรีจุฬาลักษณ์” ก็ถูกริบเป็น “สนมเอก” หนึ่งในสี่ของกษัตริย์รัฐอยุธยาด้วย

          สรุปว่าสนมเอกทั้ง 4 ของกษัตริย์อยุธยา ไม่ใช่สามัญชนคนธรรมดาๆ หากเป็นราชนารีมีเชื้อสายเจ้านายที่เคยเป็นเจ้าปกครองบ้านเมืองหรือรัฐเอกราชที่อยู่โดยรอบอยุธยา เมื่อรัฐเหล่านั้นถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยาแล้ว สิ่งที่แสดงให้เห็นอำนาจของกษัตริย์อยุธยาก็คือเจ้าเมืองเหล่านั้นต้องถวายธิดาเข้าเป็นสนมเอก

          ฉะนั้นถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง สนมเอกทั้งสี่ก็คือสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์อยุธยาที่ปกแผ่ออกไปทั้ง 4 ทิศนั่นเอง ลักษณะอย่างนี้มีผู้รู้อธิบายว่าได้แบบอย่างจากลัทธิเทวราช แต่สอดคล้องกับคติของมุสลิมด้วย

 

นางในจินตนาการ

          ศรีทิพ (ชื่อนางในนิราศหริภุญชัย) และศรีจุฬาลักษณ์ (ชื่อนางในกำสรวลสมุทร) มีคำนำหน้าว่า ศรี พ้องกัน จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ยังอธิบายไม่ได้

          เฉพาะนางในกำสรวลสมุทรว่าศรีจุฬาลักษณ์ เป็นชื่อตำแหน่ง 1 ใน 4 ของสนมเอกอยุธยา ไฉนไม่ครวญถึงอัครมเหสี? ไฉนครวญถึงสนมเอกหนึ่งเดียว? ไฉน? ฯลฯ มีคำถามเต็มไปหมดที่อธิบายไม่ได้

          เหล่านี้ชวนให้สงสัยว่าเป็นนางในจินตนาการที่ผู้แต่งสมมุติขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์พิธีกรรมคร่ำครวญพลัดพราก เพื่อบำเพ็ญบารมี

          ลักษณะคร่ำครวญถึงนางอันเป็นที่สิเน่หา มีตัวอย่างวรรณคดีสันสกฤตชื่อ เมฆทูต ของกาลิทาส ราว พ.ศ. 918-957

          อ. กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย อธิบายเรื่องเมฆทูตว่า เป็นชื่อของวรรณกรรมสำคัญในภาษาสันสกฤตชิ้นหนึ่ง รจนาโดยกาลิทาสรัตนกวีและนักแต่งบทละครเอกของอินเดีย เมฆทูตเป็นศัพท์สมาสระหว่าง “เมฆ” กับ “ทูต” มีความหมายว่า เมฆผู้ทำหน้าที่เป็นทูต หรือผู้นำข่าวไปให้

          เนื้อหาของ “เมฆทูต” มีอยู่ว่า มียักษ์ (อมนุษย์) ตนหนึ่งประกอบกรรมทำผิดโดยละลืมหน้าที่ เจ้านายคือท้าวกุเวรกริ้วโกรธ จึงเนรเทศจากนครอลกาบนเขาไกรลาสในเทือกเขาหิมาลัย ให้ไปอยู่บนเขารามคิรี ณ ป่าวินธัยทางทิศใต้ มีกำหนด 1 ปี โดยยักษ์ต้องพรากจากภรรยาที่รักไปแต่ผู้เดียว

          กาลเวลาล่วงเลยไปได้ระยะหนึ่ง พอย่างเข้าฤดูฝน อันเป็นฤดูที่ทั่วทุกแห่งหน  มีความเขียวชอุ่มชุ่มขึ้น ท้องฟ้าดารดาษด้วยกลุ่มเมฆใหญ่น้อยล่องลอยไปมา ยักษ์ก็หวนระลึกถึงภรรยาของตนด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง

          ท่ามกลางธรรมชาติอันน่าภิรมย์ดังกล่าว ยักษ์เห็นเมฆใหญ่มหึมากลุ่มหนึ่งกำลังลอยเลื่อนไปสู่อุดรทิศอันเป็นที่ตั้งของนครอลกา จึงเอ่ยปากขอร้องให้เมฆกลุ่มนั้นช่วยทำหน้าที่ “ทูต” นำข่าวความวิปโยคโศกเศร้าของตนไปบอกกล่าวให้ยอดชู้ได้ทราบ และจากจุดนี้เองที่ชื่อ “เมฆทูต” ของกาพย์เรื่องนี้ได้เกิดขึ้น (เมฆทูต เพลงรักแห่งสันตฤดู รัตนกวีกาลิทาส รจนา สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2539)

          อ. กรุณา-เรืองอุไร บอกตอนท้าย อีกว่า เมฆทูตมีคำแปลเป็นภาษาตะวันตกหลายภาษาและหลายสำนวน เฉพาะในภาษาไทยมีคำแปลเป็นคำโคลงบางตอนของ (1) “สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา” (ปัจจุบันท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา) ที่พิมพ์ในวารสารรายเดือน “วงวรรณคดี” ประมาณ พ.ศ. 2491 (2) “เมฆทูต” แปลโดย ดร. จริพัฒน์ ประพันธ์วิทยา ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (3) “เมฆทูตคำกลอน” ของ กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ตีพิมพ์ใน “มติชนสุดสัปดาห์” ในช่วง พ.ศ. 2527-2528 และ (4) เมฆทูตคำกาพย์ โดย รศ.ดร. สุภาพร มากแจ้ง รองอธิการบดี สถาบันราชภัฏธนบุรี

 

พิธีกรรมในนิราศ

          วรรรกรรมราชสำนักอยุธยาที่เหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีหน้าที่ในด้านศาสนา (หรือการสั่งสอน) และด้านพิธีกรรมทั้งสิ้น (อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในหนังสือปากไก่และใบเรือ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2527)

          ทั้งนิราศหริภุญชัยและกำสรวลสมุทร เปรียบเปรยการพลัดพรากของผู้แต่งกับพระและนางในวรรณคดีโบราณที่พลัดพรากจากกัน เช่น พระรามจากนางสีดา, สมุทรโฆษจากนางพินทุมวดี, รถเสนจากนางกังรี (เมรี), ฯลฯ

          ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมาจากรามเกียรติ์, ปัญญาสชาดก, ฯลฯ อันเป็นวรรณคดีทางศาสนาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบำเพ็ญบารมี (พจนานุกรมพุทธศาสน์ ของ พระพรหมคุณากรณ์) เช่น

          วิริยะ คือ ความเพียร ขันติ คือ ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ในธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส อธิษฐาน คือความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงามชัดเจน และมุ่งไปเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เป็นต้น

          นางในนิราศยุคแรกๆ ตั้งแต่เรือน พ.ศ. 2000 น่าจะเป็นนางในจินตนาการ ซึ่งไม่มีตัวตนจริง แต่สมมุติขึ้นเพื่อพิธีกรรมบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียร (วิริยะ) อดทน (ขันติ) อธิษฐาน (มุ่งมั่น) ฯลฯ เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ต้องการในทางธรรม

          แม้การเดินทางที่ว่าผ่านสถานที่ต่างๆ ก็น่าสงสัยว่าจะเป็นจินตนาการด้วย คือไม่มีการเดินทางจริง มีตัวอย่างวรรณกรรมอีกเล่มหนึ่งยุคไล่เลี่ยกัน คือทวาทศมาส แต่งคร่ำครวญถึงนางในนิราศ แต่ไม่ได้เดินทางไปไหนเลย

if (document.currentScript) {