Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2555

 

          นิราศหริภุญชัย แต่งเป็นโคลงสี่ที่เมืองเชียงใหม่ เมื่อราว พ.ศ. 2060 (โคลงนิราศหริภุญชัย โดย ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร สอบกับต้นฉบับเชียงใหม่ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2516 หน้า [12]) แต่กำสรวลสมุทร แต่งเป็นโคลงดั้นที่อยุธยา

          ขณะนั้นเชียงใหม่อยู่ในแผ่นดินพระเมืองแก้ว (พ.ศ. 2040-2069) ส่วนอยุธยาเป็นแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034-2072)

 

เส้นทางนิราศหริภุญชัย

          ดร. ประเสริฐ สรุปย่อพอสังเขปถึงเส้นทางนิราศไว้ดังนี้

          ออกจากเชียงใหม่ไปยังลำพูน ผ่านวัดพระสิงห์ แวะไหว้พระพุทธสิหิงค์ ผ่านวัดทุงยู, วัดสิริเกิด, วัดผาเกียร (ชัยพระเกียรติ?) ผ่านข้างกุฏาราม (วัดเจดีย์หลวง) วัดอูปแป้น (ร้างไปประมาณร้อยปีแล้ว)

          มาถึงสี่แยกกลางเวียงเชียงใหม่ ไหว้หอมังราชของพญามังราย (เหลืออยู่แต่ต้นโพธิ์) แวะวัดเจดีย์หลวง ไหว้พระอัสดารส ซึ่งเป็นประธานในปัจจุบันนี้ ไหว้พระแก้วมรกตและรูปยักขราชกุมภัณฑ์คู่ (ไม่ใช่คู่ที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ) ผ่านวัดฟ่อนสร้อยและเชียงสง (วัดหรือตลาด?) ออกประตูเมือง ชื่อประตูเชียงใหม่

          ผ่านวัดพันง้อม (ร้างไปนานจนไม่มีใครรู้จัก) วัดกุฎีคำ (วัดธาตุคำ) วัดน่างรั้ว (วัดยางกวง) ผ่านประตูเมืองชั้นที่สอง ชมเกวียน ผ่านอุทยาน ถึงเวียงกุมกาม วัดกู่คำ (วัดเจดีย์เหลี่ยม)

          ต่อจากนี้หาทางไม่ได้แน่ชัด บางทีจะผ่านพระนอนบ้านพิงด้วย ผ่านป่าผ่านยางหนุ่ม (วัดกองทราย) ถึงปิงเก่าหัวฝาย แม่น้ำปิงสมัยนี้ย้ายไปจากเดิมหลายกิโลเมตรแล้ว

          ผ่านตลาดต้นไร (คล้ายต้นไทร บางคนว่าต้นกร่าง) หยุดพักนอน หนึ่งคืน

          พอข้ามไปถึงเมืองลำพูน ไหว้พระธาตุ ชมสถานที่กลางคืน ดูการฟ้อนรำ การไต่เชือก การแสดงไต่ดาบ ไปไหว้พระยืน ซึ่งพระมหาสมณเถรมาปฏิสังขรณ์ไว้ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระร่วงลิไทย

          กลับมาวัดพระมหาธาตุอีก พระเจ้าแผ่นดินมาในงาน มีจุดดอกไม้ไฟ พักหนึ่งคืน ลาพระธาตุกลับ

 

โคลงลาว

          โคลงที่กวี (ลาว) แต่งนิราศหริภุญชัยเป็นโคลงลาว เมืองเชียงใหม่

          ต่อมากวี (สยาม) อยุธยา ได้ต้นฉบับจากเมืองเชียงใหม่มาซ่อมแปลงแต่งเป็นโคลงอยุธยา (ที่ปัจจุบันเรียกโคลงสี่สุภาพ) ดังมีโคลงบอกไว้ตอนท้ายนิราศว่า

          เปลี่ยนแปลงร่างรื้อยาก        โคลงลาว นี้แฮ

          พจน์พากย์แผกกลฉาว             ช่างได้

          นี่อาจเป็นพยานสำคัญว่าโคลงสี่สุภาพ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แบบแผนจากโคลงลาว เมืองเชียงใหม่ เมื่อเรือน พ.ศ. 2000

 

ชื่อโคลงนิราศหริภุญชัย

          ชื่อเรียกว่า “โคลงนิราศหริภุญชัย” ไม่พบในต้นฉบับตัวเขียน แต่นักปราชญ์สมัยหลังเป็นผู้สมมุติเรียกชื่อนี้ เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2467 เรียก “โคลงนิราศหริภุญชัย”

          นิราศตรงนี้ หมายถึงรูปแบบคำประพันธ์แบบร้อยกรอง มักกล่าวพรรณนาถึงสภาพแวดล้อมขณะเดินทางและประหวัดถึงคนรัก

          แต่ในตัวบทมีคำว่า “นิราศ” เพื่อบอกความในใจของกวีผู้แต่งว่าพลัดพราก เช่น

          โคลงบท 4 บอกว่าจะเขียนเป็นโคลงเรื่องจากน้องนาง เพื่อให้โลกรู้ถึงความในใจว่า

          สงสารสุดแต่ฟ้า                          อินทร์สงน

          นิราศสัตตชน                             กว่าได้

          จักริร่ำยุบล                               บำราศ นุชนี

          เป็นกันโลงหื้อให้                    โลกแจ้งใจคะนิง

          (ฉบับเชียงใหม่)

          โคลงบท 180 บอกว่า คราวเดินทางไปถึงเมืองลำพูน (หริภุญชัย) รำพึงรำพันถึงสองคนทุกข์ร้อนเพราะพลัดพรากจากกัน จึงแต่งขึ้นทูลถวายนางศรีทิพผู้ทรงอาชญาให้น้องอ่านเล่นคลายความทุกข์ที่ไกลกัน

          คราวครานเถิงถาบห้อง            หริภูญช์

          ริร่ำสองอาดูร                             นิราศร้าง

          ปุนขะสุดป่านแปงทูล               ทิพอาธ าแอ่

          ถวายแด่นุชน้องอ้าง                 อ่านเหล้นหายฉงน   

          (ฉบับเชียงใหม่)

          คำว่า “นิราศ” ในโคลงที่ยกมาแปลว่า จาก, พลัดพราก จึงไม่หมายถึงรูปแบบคำประพันธ์ร้อยกรองที่สมัยหลังเรียกนิราศ

 

นางในนิราศ

          ใจความสำคัญของนิราศหริภุญชัย คือพรรณนาเล่าเรื่องการเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ไปนมัสการพระธาตุหริภุญชัยที่เมืองลำพูน ผ่านสถานที่ต่างๆพลางคร่ำครวญถึงนางผู้เป็นที่เสน่หา

          นางในนิราศหริภุญชัย ชื่อ ศรีทิพ มีในโคลงบท 7 ความว่า

          ดวงเดียวดีซ่อนไว้              วางวักษณ์

          เขาะขอดหทัยรัก                ล่อน้อง

          หทยังพี่ยังฝัก                     ฝังที่ ทิพเอ่

          หนแห่งอวรโพ้นข้อง           ขอดพรี้พัตตมาน

          (ฉบับเชียงใหม่)

          ดร. ประเสริฐ ถอดความว่า นางเดียวสมควรซ่อนไว้หว่างอก ทุ่มเทหัวใจรักอยู่ใกล้น้อง ใจพี่ยังฝักใฝ่ฝังใจอยู่กับศรีทิพ ผูกพันใจคล้องอยู่กับนางที่ห่างไกลโน้น และผูกอยู่ทางนี้

          ลีลาพรรณนาคร่ำครวญพลัดพรากจากนางในนิราศอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือเกิดจากจินตนาการตาม“พิธีกรรม” ยังหาคำอธิบายไม่ได้

} else {