มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2555

 

          กลอนลำในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง มีพัฒนาการเป็นโคลงในราชสำนักอยุธยาและล้านนา

          แล้วราชสำนักทั้งสองต่างก็แต่งโคลงนิราศเป็นวรรณกรรมของคนชั้นนำร่วมยุคร่วมสมัยกัน ราวเรือน พ.ศ. 2000 หรือหลังจากนั้นไม่นาน

 

โคลงนิราศร่วมสมัย

          อยุธยามีกำสรวลสมุทร ส่วนล้านนามีนิราศหริภุญชัย เป็นวรรณกรรมโคลงนิราศร่วมสมัย

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายโคลงนิราศหริภุญชัยไว้เมื่อ พ.ศ. 2467 (คัดจากหนังสือวรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม 2 กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ. 2530 หน้า 3-4) ว่า

          “โคลงนิราศหริภุญชัยเป็นโคลงโบราณ เติมแต่งเป็นโคลงลาวที่เมืองเชียงใหม่ แล้วมีกวีครั้งกรุงศรีอยุธยามาแต่งซ่อมแปลงให้เป็นโคลงไทย นับถือกันว่าเป็นโคลงตำราเรื่องหนึ่ง พวกกวีที่แต่งโคลงแต่ก่อนมักเอาอย่างกระบวนความในโคลงนิราศ หริภุญชัยนี้ไปแต่งมีอยู่หลายเรื่อง—–

          “อาจเป็นต้นแบบอย่างของนิราศที่แต่งเป็นโคลงและกลอนกันในกรุงศรีอยุธยามาตลอดจนรัตนโกสินทร์ ถ้ามิได้เป็นต้นแบบอย่างก็เป็นนิราศชั้นเก่าสุด มีนิราศเรื่องอื่นที่แต่งใกล้ยุคกัน คือโคลงกำศรวลกับโคลงทวาทศมาส”

          แต่ในที่นี้เห็นว่ากำสรวลสมุทรกับนิราศหริภุญชัยเป็นวรรณกรรมร่วมสมัยกัน

          กำสรวลสมุทร ม.จ. จันทร์จิรายุ รัชนี (พ. ณ ประมวญมารค) ทรงอธิบายว่า แต่งเป็นโคลงดั้นที่อยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 2025-2034

          นิราศหริภุญชัย ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2060

 

กำสรวลสมุทร ไม่มี “ศรีปราชญ์”

          กำสรวล-? เป็นชื่อวรรณคดีไทยเล่มหนึ่ง ต้นฉบับเดิมเป็นตัวเขียนบนสมุดไทยที่คัดลอกกันต่อๆมา เริ่มด้วยร่ายแบบโบราณ 1 บท แล้วตามด้วยโคลงดั้นราว 129 บท (ตามที่กรมศิลปากรชำระแล้วพิมพ์อยู่ในหนังสือวรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม 2 เมื่อ พ.ศ. 2530)

          วรรณคดีเล่มนี้ไม่มีชื่อเรื่องเขียนบอกไว้ในต้นฉบับตัวเขียน

          แต่การคัดลอกต้นฉบับที่ทำกันต่อๆมา ได้มีผู้เขียนโคลงบานแผนก จารึกหน้าโคลงกำสรวล เขียนไว้ว่า

          กำสรวลศรีปราชญ์ร้าง                แรมสมร

          เสาะแต่ปางนคร                           ล่มแล้ว

          ไป่พบไป่พานกลอน                     โคลงท่าน จบแฮ

          จวบแต่ต้นปลายแคล้ว                  หนึ่งน้อยยืมถวาย

          เมื่อโคลงบานแผนก ซึ่งแต่งเพิ่มขึ้นโดยผู้คัดลอกยุคต้นกรุงเทพฯ มีคำว่า กำสรวลศรีปราชญ์ จึงเป็นเหตุให้นักค้นคว้าสืบค้น จนถึงนักปราชญ์และนักวิชาการสมัยหลังๆ เรียกชื่อวรรณคดีเรื่องนี้ให้สะดวกปาก และรู้ตรงกันว่า “กำสรวลศรีปราชญ์” ด้วยความเชื่อสืบต่อกันมาว่ากวียุคกรุงศรีอยุธยาคนหนึ่งชื่อ “ศรีปราชญ์” เป็นผู้แต่งไว้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231) นับแต่นั้นก็ยึดถือเป็นตำราแพร่หลายทั่วประเทศสืบจนปัจจุบัน

          แต่โคลงบานแผนกเขียนจ่าหน้าไว้บนสมุดไทย ก็ใช่ว่าจะมีเหมือนกันหมด  หากมีเพียงฉบับเดียวเท่านั้น อีกหลายฉบับไม่มี แสดงให้เห็นว่าวรรณคดีเรื่องนี้ไม่มีชื่อเฉพาะเจาะจงมาแต่แรกแต่งขึ้นในยุคต้นกรุงศรีอยุธยามากกว่า 500 ปีมาแล้ว

          ส่วนชื่อที่เรียกกำสรวลศรีปราชญ์ ก็สมมุติขึ้นมาเมื่อไม่เกิน 100 ปีมานี้เอง

          ชื่อ “ศรีปราชญ์” ไม่เคยพบหลักฐานในทำเนียบนามสำคัญๆ ไม่ว่าศิลาจารึกหรือพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนและทหารหัวเมืองที่ตราขึ้นสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา แล้วใช้สืบมาถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่มีชื่อ “ศรีปราชญ์” ในคำบอกเล่าที่มีผู้จดจำได้ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วบันทึกเป็นภาษาพม่า 2 ชุด เมื่อถอดเป็นภาษาไทย ให้ชื่อว่า คำให้การชาวกรุงเก่า กับ คำให้การขุนหลวงหาวัด

          อันที่จริง “ศรีปราชญ์” ไม่มีตัวตนจริงๆ แต่เป็นชื่อตัวเอกในนิทานเช่นเดียวกับเรื่อง “ศรีธนญชัย” และแพร่หลายทั่วไปในบ้านเมืองใหญ่ของภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น พม่า ฯลฯ (อาจารย์ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ อ้างไว้ในหนังสือ ประชุมวรรณคดี  ภาค 1 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494 หน้า 2)

          น่าเชื่อว่านิทาน 2 เรื่องนี้ รับจากวัฒนธรรมอินโด-อิหร่าน(เปอร์เซีย) เพื่อ “ผ่อนคลายความตึงเครียด” ของราษฎรที่มีต่อการปกครองตามจารีตโบราณที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าแผ่นดิน เลยหาทางออกด้วยการเล่านิทานที่มี “พล็อต” ตรงข้ามกันคู่หนึ่งคือ

          ศรีปราชญ์ กล้าหาญ ซื่อตรง แข็งกร้าว และเป็นธรรม

          ศรีธนญชัย กะล่อนปล้อนปลิ้น เล่ห์เหลี่ยม คดโกง และเอารัดเอาเปรียบ

          วิธีผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยนิทานวิจารณ์พระเจ้าแผ่นดิน ยังมีอยู่ในละครชาวบ้านที่เรียกทั่วไปว่าละครนอกด้วย จะเห็นว่าองค์กษัตริย์ในละครล้วนมีปัญหาเหมือนๆกัน เช่น กลัวมเหสี, ไม่ฉลาด, ขี้ขลาดตาขาว, มีพฤติกรรมผิดปกติที่คนปกติไม่ทำ จึงชวนให้ขบขัน ตลกคะนอง เป็นต้น  [มีรายละเอียดในคำนำเสนอของ สุจิตต์ วงษ์เทศ หนังสือ เสียดสีกวีสยามจักรๆ วงศ์ๆ ของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวง “วรรณอำ” กรุงรัตนโกสินทร์ รวมงานนิพนธ์ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) และคุณสุวรรณ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2359]

 

ศรีปราชญ์ไม่ได้แต่งกำสรวลศรีปราชญ์

          บรรดานักปราชญ์กับนักค้นคว้า รวมถึงนักวิชาการเกือบหมดประเทศต่างเชื่อถือ แล้วแต่ง “ตำรา” ใช้สอนในสถาบันทุกระดับว่า ศรีปราชญ์แต่งกำสรวลศรีปราชญ์

          แต่ พ. ณ ประมวญมารค (หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี) คัดค้านเรื่องนี้ไว้นานแล้ว ทรงมีพระนิพนธ์เป็นหนังสือเล่มโตชื่อกำศรวญศรีปราชญ์-นิราศนรินทร์ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2502 (แล้วปรับปรุงพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2510) มีความตอนหนึ่งโดยสรุปว่า

          “ข้าพเจ้าจะแสดงจากตัวบทกำสรวญว่าปฏิภาณกวีในสมัยพระนารายณ์ที่เรารู้จักกันว่าศรีปราชญ์มิได้แต่งนิราศที่เรารู้จักกันว่ากำสรวญศรีปราชญ์ (นิราศนครศรีธรรมราชก็เรียก กำสรวญเฉยๆ ก็เรียก กำสรวญสมุทรก็เรียกในจินดามณีบางฉบับ)

          พ ณ. ประมวญมารค เรียกชื่อวรรณคดีเล่มนี้ว่ากำสรวลสมุทร (ตามชื่อในจินดามณี) แทนชื่อเรียกผิดๆว่า กำสรวลศรีปราชญ์

กำสรวลสมุทร เป็นพระราชนิพนธ์

          พ. ณ ประมวญมารค มีพยานหลักฐานต่างๆ และจากลักษณะกวีวรโวหารฉันทลักษณ์ รวมถึงประวัติศาสตร์โบราณคดีที่กรุงศรีอยุธยา สอดคล้องกันว่ากำสรวลเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมราชาธิราช (โอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) และแต่งในระหว่าง พ.ศ. 2025-2034 มีคำอธิบายดังนี้

          1. กำสรวลสมุทรกล่าวไว้ในโคลงวรรคหนึ่งว่า “ฤๅกล่าวคำหลวงอ้า อ่อนแกล้ง เกลาฉันท์”

          “คำหลวง” ในที่นี้หมายถึง “มหาชาติคำหลวง” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อ พ.ศ. 2025 ที่เมืองพิษณุโลก ดังนั้น กำสรวลจะต้องแต่งขึ้นหลังการพระราชนิพนธ์มหาชาติคำหลวง

          พระบรมราชาธิราชที่ 3 ขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา แล้วสวรรคต ในปี พ.ศ. 2034 ดังนั้นพระองค์จะต้องพระราชนิพนธ์กำสรวลก่อน พ.ศ. 2034

          2.โคลงกำสรวลสมุทรใช้ราชาศัพท์ในการครวญหา “ศรีจุฬาลักษณ์” ประกอบกับเนื้อหาในโคลงแสดงอยู่เสมอว่า “ศรีจุฬาลักษณ์” เป็นผู้มีศักดิ์สูง จึงเชื่อว่ากำสรวลสมุทรเป็นพระราชนิพนธ์พระบรมราชาธิราชที่ 3 ที่ทรงครองกรุงศรีอยุธยา เมื่อ “ศรีจุฬาลักษณ์” ตามเสด็จพระบรมไตรโลกนาถไปประทับอยู่เมืองพิษณุโลก

          ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าโคลงกำสรวลสมุทรเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบรมราชาธิราชที่ 3

if (document.currentScript) {