Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 29 สิงหาคม 2555

 

          พิธีแต่งงานที่ทางการกำหนดเป็นประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ล้วนรับแบบแผนจากหลายทาง เช่น

          ทำขวัญจากประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์, รดน้ำสังข์จากประเพณีพราหมณ์อินเดีย, กินเลี้ยงฉลองแบบจีนและฝรั่ง ฯลฯ

          เหล่านี้เป็นพิธีกรรมของคนชั้นสูงในราชสำนักภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยามาก่อน แล้วเป็นต้นแบบให้พวกผู้ดีกระฎุมพีทำตาม กระทั่งส่งอิทธิพลลงสู่สามัญชนคนชั้นกลางระดับบนจนระดับล่างต่างยึดถือปฏิบัติว่าเป็นมงคลยิ่งนัก

          แต่งงานต้นแบบเก่าสุดเท่าที่คิดได้ตอนนี้ มีหลักฐานหนักแน่นมั่นคงอยู่ในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ร.1 ตอนพระรามแต่งงานกับนางสีดา มีทั้งบายสีสู่ขวัญ (พิธีผี) และรดน้ำสังข์ (พิธีพราหมณ์-พุทธ) ดังกลอนบทละครดังนี้

          ๏ ได้เอยได้ฤกษ์                                  โหราให้เบิกบายศรี

          ลั่นฆ้องประโคมดนตรี                           กาหลอึงมี่โกลา

          องค์ท้าวหัสนัยน์ก็จุดเทียน                   ส่งแว่นเวียนซ้ายไปขวา

          เทวามานุษย์ดาษดา                             รับส่งลงมาเป็นหลั่นกัน

          ครั้นถ้วนเจ็ดรอบโดยศาสตร์              เทวราชดับเทียนเฉลิมขวัญ

          พระหัตถ์นั้นโบกเปลวควัน                     จุณจันทน์เจิมสองกษัตรา

          เมื่อนั้น                                             พระวสิษฐ์สวามิตรฌานกล้า

          พระสุธามันตันผู้ปรีชา                           ทั้งสามพระมหามุนี

          จึ่งเอาน้ำสังข์น้ำกลศ                             รดพระจักราเรืองศรี

          กับนางสีดาเทวี                                     พราหมณ์ชีพร้อมกันอำนวยพร

          สององค์จงทรงศรีสวัสดิ์                        เสวยแสนสมบัติสโมสร

          เป็นสุขอยู่ทุกนิรันดร                             สถาวรอย่ามีโรคัน

          บายสี เป็นพิธีทำขวัญเนื่องในศาสนาผีพื้นเมืองดั้งเดิม

          ชื่อบายสี เป็นคำเขมร บาย แปลว่า ข้าว, สี แปลว่า ผู้หญิง (กร่อนจากคำว่า สตรี, สรี) แต่ปัจจุบันนิยมเขียนให้เข้าบาลี-สันสกฤตว่า ศรี จึงเป็น บายศรี

          บายสีสู่ขวัญ เป็นพิธีเริ่มต้นของพิธีกรรมทุกอย่างในศาสนาผี เช่น แต่งงาน มีเพลงดนตรีประจำพิธี ชื่อนางนาค ทุกวันนี้วงปี่พาทย์เมื่อจะประโคมทำขวัญต้องเริ่มเพลงแรกด้วยนางนาค ซึ่งเป็นผีบรรพชนเพศหญิงของอุษาคเนย์

          ไพร่บ้านพลเมืองสามัญชนคนธรรมดาแต่งงานกินดองเอาผัวเอาเมียก็แค่จัดบายสีสู่ขวัญ เลี้ยงผีขอขมา แล้วเลี้ยงคนเครือญาติในชุมชน ก็เป็นอันจบกันแค่นั้น ไม่มีรดน้ำสังข์น้ำหอยอะไรหรอก มโหรีปี่พาทย์ก็ไม่มี

          สังข์ คือหอยน้ำเค็ม เปลือกสีขาว เรียกหอยสังข์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 14 ของศาสนาพราหมณ์ที่ได้จากกวนเกษียรสมุทร แต่ฝ่ายพุทธยกย่องมาใช้งานด้วย

          กลศ หมายถึง หม้อน้ำเทพมนตร์ของพราหมณ์ น้ำกลศ คือน้ำเทพมนตร์ในพิธีพราหมณ์ คำว่า กลศ อย่างเดียวกับ กลด ที่เรียกร่มสำหรับเจ้านาย หรือพระธุดงค์ กับเรียกพระอาทิตย์พระจันทร์ทรงกลด (คนละคำกับ กรด ที่เรียก น้ำกรด)

          มีผู้ถามทางเฟซบุ๊กว่าพิธีแต่งงานของไทยได้รับอิทธิพลจากศาสนาใด? ประเทศใด?

          ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าจากศาสนาผี-พราหมณ์-พุทธ และจากบ้านเมืองสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ปนกับอินเดีย-จีน-ฯลฯ

          ทุกอย่างไม่คงที่ตายตัว แต่เลื่อนไหลไปตามความต้องการของสังคมและของบุคคลที่เกี่ยวข้องพิธีแต่งงาน ใครจะอธิบายแนวไหน? อย่างไร? ได้ทั้งนั้น

          ประเพณีแต่งงานยังมีแง่มุมให้ทักท้วงถกเถียงกันได้อีกมาก ผมยังอยากเขียนอีก ถ้ามีคนอยากอ่าน เช่น เจ้าสาว-เจ้าบ่าว มาจากไหน?