Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 22 สิงหาคม 2555

 

          โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ ทำให้โบราณสถานทั่วประเทศ เสื่อมโทรมรอวันอันตราย บทนำมติชนเรื่องสร้างภาคีดูมรดกชาติ (วันเสาร์ 18 ส.ค. 55 หน้า 2) มีข้อแนะนำความว่า

          ข่าวคราวความทรุดโทรมของโบราณสถานและวัดวาอารามยังคงมีปรากฏอย่างต่อเนื่อง ——–—–สะท้อนภาพการดูแลเอาใจใส่โบราณสถานของประเทศที่อยู่ในระบบซึ่งไม่อาจดูแลตัวเองได้———-ทั้งๆที่การท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของประเทศไทย ต้องพึ่งพาอาศัยโบราณสถานดึงดูดความสนใจของชาวต่างชาติ และคนไทยต่างถิ่น และทั้งๆที่หลายฝ่ายเคยแสดงความรักความหวงแหนโบราณสถานที่เป็นของไทย

          แต่ทำไมการดูแลรักษาโบราณสถานจึงยังตกร่องอยู่ในปัญหาแบบเดิมๆ นั่นคือการรอให้โบราณสถานเสื่อมทรุด หรือพังถล่มก่อนแล้วจึงแก้ไข ทำไมการดูแลรักษาโบราณสถานซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของชาติ จึงประสบปัญหางบประมาณไม่เพียงพออยู่ตลอดเวลา—-

          โบราณสถาน หรือวัดวาอาราม หรือแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ควรมีระบบการจัดการที่มีมากกว่าปัจจุบัน โดยระบบจัดการนั้นต้องแก้ไขปัญหาหลักที่เป็นข้ออ้างจำเจอยู่ตลอดเวลา คือการขาดงบประมาณเข้ามาทำนุบำรุงบูรณะซ่อมแซม

          เชื่อว่าในยุคนี้ สมัยนี้ หนทางการดูแลโบราณสถานและวัดวาอาราม มีมากยิ่งกว่าการพึ่งพารายได้จากกระทรวงวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอื่น หรือภาคเอกชน หรือภาคประชาชน รวมทั้งวัดวาอารามในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มีศักยภาพสูง สามารถเข้ามาเป็นภาคีกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อหาทางออก และผ่าทางตันปัญหาความสามารถในการดูแลโบราณสถานและวัดวาอารามได้

          ปัญหาที่เกิดขึ้น มีเหตุจากวิธีคิดและวิธีทำตามโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ โดยรัฐบาล(มอบให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) มีอำนาจบริหารจัดการสังคมวัฒนธรรมในทุกขอบเขตและทุกปริมณฑล

          คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) บอกว่า อำนาจสั่งการจากเบื้องบนเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สลับซับซ้อนขึ้น จนในหลายกรณีกลายเป็นปัญหาเสียเอง

          โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์สอดคล้องกับประวัติศาสตร์โบราณคดีแห่งชาติของไทย ที่ให้ความสำคัญกับระบบเจ้าขุนมูลนายและชาตินิยมสุดโต่ง จึงส่งผลให้มีทัศนคติว่าโบราณวัตถุสถานทั้งหมดเป็นสมบัติรวมศูนย์ของราชการ ไม่ใช่ของราษฎร แล้วแสดงออกด้วยการบริหารจัดการโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กับโบราณสถานทั่วประเทศ ไม่สนองการแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสู่สาธารณชนชาวบ้านทั่วไป แต่สนองเฉพาะกลุ่มคนชั้นนำกับนักปราชญ์ไทยและยุโรป

          ดังนั้นราษฎรไม่มีสิทธิ์และไม่มีความสามารถดูแลรักษาโบราณวัตถุสถาน เพราะสิทธิ์เหล่านั้นเป็นของข้าราชการเท่านั้น โดยเฉพาะข้าราชการในกระทรวงวัฒนธรรม และในกรมศิลปากร

          ทัศนะล้าหลังอย่างนี้มีอิทธิพลแผ่ซ่านครอบงำถึงครูบาอาจารย์ส่วนมากในสถาบันที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทยซึ่งผลิตบุคลากรให้ราชการด้วย

          นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมยกตนข่มท่าน ทำให้มองคนอื่นที่คิดต่างล้วนต่ำต้อยเป็นศัตรูคู่อาฆาตไปหมด เหมือนอุดมคติไทยรบพม่า จึงไม่สร้างภาคี ไม่มีเครือข่าย ไร้แนวร่วมดูแลโบราณสถาน เพราะไม่คิดว่าจะมีใครทรงภูมิรู้ เฉลียวฉลาดเท่าตนและคนราชการที่เรียนจากสำนักเดียวกันมาด้วยกัน

          ดังกรณีที่สื่อเสนอข่าวและความเห็นเกี่ยวกับหินตั้งที่บนเขาพุหางนาค อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี ไม่ตรงกับที่ราชการกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมองไม่เห็นความสำคัญ ก็พากันฟาดงวงฟาดงาว่าไม่ปรึกษาหารือหน่วยราชการที่นั่นก่อน จึงกล่าวหาสื่อว่าสร้างกระแส เนื่องจากราชการเคยไปตรวจราชการแล้ว

          แต่เบื้องหลังคือตรวจไม่ครบ ไม่หมด และไม่รู้คุณค่าวิชาการ

          แต่แล้วก็ต้องยอมจำนนต่อพยานหลักฐานโบราณคดีที่มีมากหลายแห่งจริงๆ ตามที่สื่อรายงานข่าวจากการสำรวจตรวจสอบและคำบอกเล่าของชาวบ้านที่อู่ทอง ไม่ใช่จากข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม

          คนท้องถิ่นอู่ทองเคยพูดกันว่าพร้อมจะเป็นภาคีแนวร่วม หรือเครือข่ายดูแลรักษาโบราณสถาน ไม่ว่าหินตั้งบนเขาพุหางนาค หรือโบราณสถานที่ไหน? ในเขตนั้น

          ปัญหาอยู่ที่ข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรมต่างหากที่ยังคลั่งวัฒนธรรมอำนาจ ใช้พระเดชมากกว่าพระคุณ ทางแก้ไขก็คือต้องลดละเลิกลักษณะสุดโต่ง แล้วปรับเปลี่ยนวิธีคิดกับวิธีทำเสียใหม่ ถึงจะแก้ปัญหาได้บ้าง

          แต่ถ้าเสพติดวัฒนธรรมอำนาจเสียแล้ว โบราณสถานทั่วประเทศก็อยู่ในภาวะอันตรายยิ่งกว่าแต่ก่อน} else {}