Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2555

 

          หากจะมีผู้คิดต่างออกไปว่าสุวรรณภูมิไม่มีจริง มีแต่ในตำนานนิทาน ก็ไม่เป็นไร และไม่แปลกอันใด เพราะคนไทย, ความเป็นไทย, และประเทศไทยก็ล้วนเคยเป็นตำนานนิทานมาก่อนเหมือนกันนั่นแหละ

          สุวรรณภูมิ แปลตามรูปศัพท์บาลี-สันสกฤต ว่าดินแดนทอง หรือแผ่นดินทอง

          หมายถึงดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ เสมือนว่าเต็มไปด้วยทองมีค่า ใครมาติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยก็จะมีแต่ความมั่งคั่ง

          เป็นชื่ออยู่ในตำนานลังกา, นิทานชาดกของอินเดีย, เอกสารของเปอร์เซีย(อิหร่าน), และเอกสารจีนโบราณ

          ชาวยุโรปยุคต้นอยุธยายังเรียกสืบมา ดังมีในแผนที่วาดโดยชาวเยอรมัน เมื่อ พ.ศ. 2087 ระบุเป็นภาษาละตินที่แปลว่าแผ่นดินทอง ตรงกับดินแดนสยามและบริเวณใกล้เคียง

          โดยแสดงยืนยันว่าสุวรรณภูมิมีตัวตนจริง คือดินแดนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ มีศูนย์รวมสำคัญยุคแรกอยู่บริเวณเมืองอู่ทอง แล้วใช้ชื่อสืบเนื่องต่อมาเป็นสุพรรณภูมิ จนถึงปัจจุบันเป็นสุพรรณบุรี

          ในทางภูมิศาสตร์ คือบริเวณทั้งหมดของแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์(หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว รวมถึงอัสสัม(อินเดีย) และตอนใต้ของจีน อันเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วย สัตว์, พืชพันธุ์ธัญญาหาร, และแร่ธาตุต่างๆ

          ทั้งเป็นหลักแหล่งของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายที่ล้วนเป็นเครือญาติทางสังคม วัฒนธรรม และเป็นบรรพชนของคนไทยทุกวันนี้

          บริเวณสุวรรณภูมิขนาบด้วย 2 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางด้านตะวันออก กับมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางด้านตะวันตก

          ส่งผลให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนค้าขาย หรือ “จุดนัดพบ” เชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันตก (หมายถึง อินโด-เปอร์เซีย และอาหรับ) กับโลกตะวันออก (หมายถึง จีน ฮั่น และอื่นๆ) แล้วมีความมั่งคั่งและมั่นคง จนมีรัฐใหญ่ๆเกิดขึ้นในยุคต่อๆมา เช่น ทวารวดี, ศรีวิชัย, ฟูนัน, เจนละ, ทวารวดีศรีอยุธยา, อโยธยาศรีรามเทพ, ละโว้, จนถึงกรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ดึงดูดให้ผู้คนจากที่ต่างๆทุกทิศทางเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ทำให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ที่ผสมผสานทางสังคม วัฒนธรรม และเผ่าพันธุ์จนเป็นคนไทย และเครือญาติชาติประเทศต่างๆในประชาคมอาเซียนปัจจุบัน

          ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนและสถาบันทั่วประเทศที่มีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ประชาคมอาเซียน ต้องทำความเข้าใจเรื่องสุวรรณภูมิว่ามีพยานหลักฐานเป็นรูปธรรมแท้จริงตามที่ยกมาทั้งหมด

          ดังมีผู้บริหารการศึกษาบางแห่งพยายามทำความเข้าใจแล้ว ผมอ่านข่าวจากมติชนว่าพากันลงพื้นที่บริเวณเมืองอู่ทองและป่าหินตั้งบนเขาพุหางนาค (วันอังคาร 14 ส.ค. 2555 หน้า 23) จะคัดมาให้เห็นเป็นตัวอย่างดังนี้

          นายไพฑูรย์ โกพัฒน์ตา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 2 เปิดเผยว่า ได้จัดโครงการพัฒนาเครือข่ายครูแกนนำปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาครูสอนสาระประวัติศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ให้ครู 60 คน ลงพื้นที่ศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง เรียนรู้ด้วยตนเองในพื้นที่จริง จะช่วยให้ครูมีความกระจ่างชัดด้านข้อมูลมากยิ่งขึ้น

          นายเสนาะ บุตรขจร ครูชำนาญการหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนพลับพลาไชย กล่าวว่าปัจจุบันเยาวชนไม่ค่อยสนใจวิชาประวัติศาสตร์ อาจเป็นเพราะเรียนแต่เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา หรืออาจเกิดจากครูผู้สอนเองไม่มีความรู้จริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในเรื่องที่สอน จึงทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ขาดอรรถรส ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าครูสอนประวัติศาสตร์มีความรอบรู้ นักเรียนจะสนใจเรียนไม่แพ้วิชาอื่นๆ “อย่างพื้นที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี มีแหล่งประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีที่ได้สร้างสมอารยธรรมเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนสุวรรณภูมิมากมาย แต่หน่วยงานในพื้นที่ไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะศึกษา”

          ป่าหินตั้ง บนเขาพุหางนาคที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี นั่นแหละศาสนสถานในศาสนาผีของคนสุวรรณภูมิที่อู่ทอง ราว 2,000 ปีมาแล้ว ต่อมาจึงเคลือบด้วยพุทธแบบทวารวดี

          ฉะนั้นครูบาอาจารย์ต้องทำความเข้าใจเพิ่มอีก แล้วควรร่วมกันสร้างสรรค์เมืองอู่ทอง ให้เป็น creative city เมืองสร้างสรรค์ เพราะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปกรรมมีทุกยุคสมัย

          ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็น“ทุนทางวัฒนธรรม”อันทรงพลังที่จะผลักดันให้เกิดการแปลงสินทรัพย์วัฒนธรรมสู่โลกธุรกิจสร้างสรรค์ได้ดีเยี่ยม}}