มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2555

 

          “วัดแห่งแรกในประเทศไทย” เป็นข้อความบนแผ่นพับพิมพ์แจกของวัดเขาทำเทียม อยู่ ต. อู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          ชื่อเขาทำเทียม เพี้ยนรูปและเพี้ยนเสียงมาจากชื่อเดิมว่า“เขาธรรมเธียร” พบหลักฐานเก่าสุด (ขณะนี้) อยู่ในหนังสือขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนพานางวันทองหนีจากเรือนขุนช้าง ขี่ม้าสีหมอกไปเดินดงพงป่าย่านเขาพระ-เขาทำเทียม (ที่ อ. อู่ทอง) มีกลอนเสภาตอนนี้น่าจะแต่งก่อนสมัย ร.5 ว่า

          ร่มรื่นพื้นพรรณบุปผา             สะอาดตาช่อชูดูไสว

          ขุนแผนชักม้าคลาไคล           บัดใจถึงเขาธรรมเธียร

          กลอนเสภาระบุชื่อเขาธรรมเธียร แล้วชมดงและชมนกยืดยาว โดยไม่เอ่ยถึงวัด, เจดีย์, พระพุทธรูป (เหมือนเมื่อกล่าวถึงเขาพระ) น่าจะเป็นพยานว่าครั้งแต่งเสภานี้ยังไม่มีพระสงฆ์มาปฏิสังขรณ์วัดร้างขึ้นใหม่

          ชื่อเขาธรรมเธียร เป็นที่รับรู้สืบมาจนแผ่นดิน ร.5 มีหลักฐานอยู่ในรายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี พ.ศ. 2446 (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122) ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าเสด็จแวะดูเจดีย์, โบสถ์, วิหาร ซึ่งเป็นซากเหลือมาแต่ยุคทวารวดีและยุคอยุธยา แต่ไม่ระบุว่ามีพระสงฆ์อยู่เป็นวัด

          วัดเขาทำเทียมจัดทำเอกสารแผ่นพับพิมพ์แจกประวัติย่อๆไว้ด้วย พร้อมรูปประกอบสีสวยงาม น่าอนุโมทนายกย่องอย่างยิ่ง

          แต่ต้องระมัดระวัง ไม่ควรสันนิษฐานไกลเกินเหตุ จนจะกลายเป็นตีขลุม เช่น ข้อความว่า “วัดเขาทำเทียม—– สันนิษฐานว่าจะเป็นวัดแห่งแรกในประเทศไทย”

          ซึ่งไม่เคยพบร่องรอยหรือหลักฐานที่ชวนให้เชื่อได้อย่างข้อความนี้ จึงควรแก้ไขให้เหมาะสมเสียจะดีกว่า

          กลอนเสภาที่คัดมาพิมพ์ในแผ่นพับนั้นดีมากๆ ได้จากหนังสือขุนช้างขุนแผน ตอนที่ 21 มีชื่อตอนว่า “ขุนแผนลุแก่โทษ” กล่าวถึงขุนแผนลักพานางวันทองเมียขุนช้างมาเดินดงพงป่า พรรณนาธรรมชาติบริเวณเขาธรรมเธียร แล้วเป็นห่วงนางวันทองที่ตั้งท้อง เกรงจะตกระกำลำบากมากกว่านี้ เลยพากันออกจากเขาพระไปหาพระพิจิตร ที่เมืองพิจิตร เพื่อขอให้นำเข้าเฝ้าพระพันวษาถวายตัว“ลุแก่โทษ” สารภาพความผิดให้พ้นโทษที่ทำไว้

          แต่ผู้คัดลอกมาพิมพ์เอกสารแผ่นพับเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นตอน“ขุนแผนลหุโทษ” (แปลว่าขุนแผนต้องโทษสถานเบา, โทษไม่ร้ายแรง) ซึ่งไม่ตรงกับข้อความชื่อตอนในหนังสือเสภา

          ชื่อตอนว่า“ขุนแผนลุแก่โทษ” แต่คนอ่านเพี้ยนไปว่า“ขุนแผนลหุโทษ” ก็เหมือนชื่อยอดเขาว่า“ธรรมเธียร” แต่ฟังเพี้ยนเป็น“ทำเทียม” จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครคิดแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามหลักฐานที่พบในเอกสาร

          กลอนเสภาชมดง ต่อด้วยชมนก น่าจะอัดเสียงเสภาขับของคนเสภาจากสุพรรณ (เช่น นพพร เพริศแพร้ว ฯลฯ) มาเปิดให้คนทั่วไปฟังเพียงเบาๆ บางๆ อย่างแว่วๆ ให้พอได้ยินจับความได้จะไพเราะเสนาะอย่างยิ่ง

          คนแต่งเสภาตอนนี้ชะรอยจะรู้ภูมิประเทศเขาทำเทียมว่ามีทางน้ำพุหางนาคไหลผ่าน เลยพรรณนาว่า

          รอนรอนอ่อนแสงพระสุริยง                 ชักม้าเลียบลงตรงน้ำไหล

          ครั้นถึงธารท่าชลาลัย                        ชวนวันทองน้องให้ลงจากม้า

          ปลดอานม้าพลางทางเปลื้องเครื่อง     แล้วชวนนางย่างเยื้องลงสู่ท่า

          ต่างกินอาบซาบเย็นเส้นโลมา            บุษบาบานช่ออรชร

          บนยอดเขาพุหางนาคซึ่งเป็นต้นน้ำไหลในเสภาตอนนี้ มีป่าหินตั้งอายุหลายพันปีที่คนยุคโลหะสร้างไว้เซ่นวักในศาสนาผีพื้นเมืองยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ แล้วเคารพนับถืออยู่สืบต่อมาถึงยุคทวารวดี หลังจากนั้นถึงร้างไป กระทั่งเพิ่งพบว่ามีป่าหินตั้งอลังการบนเขานั้น

          ควรร่วมกันรักษาสภาพเดิมของธรรมชาติป่าเขาทั้งหมดของ อ. อู่ทองไว้ โดยไม่สร้างสิ่งแปลกปลอม ถึงจะงามเลิศ} else {