มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 สิงหาคม 2555

 

          มิวเซียมดนตรีอุษาคเนย์ ว. ดุริยางคศิลป์ ม. มหิดล จะจัด Exotic “สุดใจ-สายสมร” โน้ตสากล เพลงสยามเก่าสุด ยุคอยุธยา จริงหรือ? ตอนบ่ายวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ณ หอแสดงดนตรี ว. ดุริยางคศิลป์

          มีเอกสารอธิบายเพิ่มเติมส่งมาให้อ่านว่า โน้ตเพลงสุดใจ และสายสมร ที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” ของ นิโคลาส์ แชรแวส(ตีพิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีสเมื่อ ปี พ.ศ. 2231) และ “จดหมายเหตุลา ลูแบร์”(ตีพิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2236) เป็นโน้ตเพลงไทยเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบในขณะนี้

          ถึงแม้ว่าจะมีการตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ แต่ก็มีหลักฐานชี้ชวนให้เชื่อได้ว่าโน้ตเพลงทั้งสองเพลงนี้ถูกบันทึกขึ้นจากคณะเดินทางของนิโคลาส์ แชรแวส ด้วยกันทั้งคู่ การศึกษาเรื่องโน้ตเพลงทั้งสองเพลงนี้จึงไม่ควรพิจารณาโดยแยกขาดจากกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับทั้งโน้ตเพลง สุดใจ และ สายสมร อย่างเป็นระบบมากนัก

          มิวเซียมดนตรีอุษาคเนย์ ในฐานะที่ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการศึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีอุษาคเนย์ที่มีคุณภาพที่สุดในภูมิภาค จึงควรมีการศึกษา รวบรวม และสร้างสรรค์ข้อมูลเกี่ยวกับโน้ตเพลงทั้งสองเพลงนี้ ในฐานะโน้ตเพลงไทยที่เก่าแก่ที่สุด

          ผมอ่านแล้วย่อมตื่นอกตื่นใจจนออกอาการตื่นเต้นเป็นธรรมดา เพราะแต่ก่อนร่อนชะไรครูบาอาจารย์และนักวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรีไทยมุ่งแต่ยกยอปอปั้น “ความเป็นไทย” อย่างคับแคบ จนไม่มีใครสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตนอย่างเป็นระบบจริงจัง

          ส่วนมากได้แต่ชอบอ้างว่าไม่มีหลักฐาน แต่ที่อ้างอย่างนั้นก็เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าจริง เพราะแท้จริงแล้วมีหลักฐานมากพอเท่าที่การศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ด้านนี้จะพึงมี

          ดังกรณีตัวอย่างเพลงสุดใจ กับเพลงสายสมรนี่เอง มีหลักฐานมากพอให้ค้นคว้าศึกษา แต่หาคนทำต่อเนื่องจริงจังไม่ได้ต่างหากล่ะ

          นิโคลาส์ แชร์แวส เป็นนักเดินทางชาวฝรั่งเศส ติดตามคณะเผยแผ่ศาสนาจากปารีส เข้าไปอยู่กรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ระหว่าง พ.ศ. 2224-2229 ระบุว่าได้ทำบันทึกโน้ตเพลงสยาม 2 เพลง แล้วเขียนบอกเพิ่มเติมว่า “เสียงคนขับร้องก็ไม่เลว ข้าพเจ้าเชื่อว่าไพเราะพอใช้ได้ทีเดียว ถ้ามีใครได้ฟังเพลงไทยสองเพลงที่ข้าพเจ้ามอบให้อยู่ในความพินิจของนักดนตรีของเรา…”

          แต่ในหนังสือของแชร์แวสที่พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาฝรั่งเศส มีโน้ตเพลงสุดใจพิมพ์แทรกประกอบเพลงเดียว

          ต่อมาเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วพิมพ์เป็นเล่มจำหน่าย ก็มีข้อความทำนองหมายเหตุบอกย้ำว่าในต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสมีโน้ตเพลงเดียว(ทั้งๆแชร์แวสเขียนบอกมี 2 เพลง)

          เคยมีผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับเพลงสุดใจกับเพลงสายสมร แล้วตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อสำนักพิมพ์ในกรุงปารีสพิมพ์หนังสือของแชร์แวส และลา ลูแบร์ พิจารณาเห็นว่าเล่มของลา ลูแบร์ไม่มีโน้ตเพลงประกอบ(เพราะในคณะของลา ลูแบร์ไม่มีใครบันทึกโน้ตเพลงได้) แต่ของแชร์แวสมีโน้ต 2 เพลง จึงจับแยกโน้ตเพลงสุดใจพิมพ์ประกอบหนังสือแชร์แวส แล้วเอาโน้ตเพลงสายสมรพิมพ์ประกอบหนังสือลา ลูแบร์

          เฉพาะเพลงสายสมร เป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่ผู้ดีนักค้นคว้าแต่ก่อน แล้วเคยเชื่อกันโดยเดาว่ามี “ทำนองคล้ายเพลงสรรเสริญพระบารมี”

          พระยาอนุมานราชธนจึงมีหนังสือกราบทูลถามเจ้าฟ้านริศฯ เมื่อ พ.ศ. 2484 มีพิมพ์ในหนังสือบันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ หลังจากนั้นเจ้าฟ้านริศฯ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทานเจ้าคุณอนุมาน ว่า“ไม่ใช่เพลงสรรเสริญ” เป็นแค่ร้องรำทำเพลงในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น

          มีผู้รู้หลายท่านพยายามถอดคำร้องสุดใจและสายสมรจากอักษรโรมันเป็นภาษาไทย แต่ถอดได้ไม่จบทั้งเพลง คงได้กระท่อนกระแท่นจับความได้ไม่ครบ ถึงกระนั้นก็เห็นร่องรอยว่ามีเค้ากลอนเพลงยุคแรกเริ่ม(ต้นแบบกลอนสุนทรภู่ที่รู้จักแพร่หลายในปัจจุบัน) ใช้ร้องมโหรีเนื้อเต็ม

          คำร้องสุดใจและสายสมรที่นักเดินทางชาวฝรั่งเศสจดไว้ หวังให้เป็นของแปลกประหลาดมหัศจรรย์สำหรับชาวยุโรปยุคนั้น การจดบันทึกย่อมมีอุปสรรคทั้งด้านภาษาและประเพณีดนตรีกาล ดังนั้นสื่อสารน่าจะสับสนไม่น้อย เพราะชาวสยามในอยุธยาพูดสำเนียงเหน่อ(เหมือนเจรจาโขน) แล้วหูคนฟังเป็นฝรั่งเศสจดบันทึกอย่างเร่งรัดเพราะเพิ่งเข้าไปครั้งแรก แล้วมีเวลาอยู่ไม่นาน

          ดังนั้นจะเอาความถูกต้องแม่นยำ แล้วถือเป็นสาระสำคัญเป็นจริงเป็นจังเอาเป็นเอาตายมิได้ เว้นเสียแต่ศึกษาไปเพื่อแสวงหาความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งย่อมทำได้if (document.currentScript) {