มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2555

 

          “ภาคใต้ของไทยเป็นพื้นที่มีปัญหาการก่อความไม่สงบร้ายแรงที่สุดในโลกเป็นอันดับสาม”

          “อันดับแรกคืออิรัก อันดับสองคืออัฟกานิสถาน”

          ข้อความยกมานี้ผมได้จากบทรายงานของ ดารินทร์ อินเหมือน ที่สรุปย่อการบรรยายพิเศษของ ดันแคน แมคคาร์โก นักวิชาการจาก ม. ลีดส์ อังกฤษ เรื่องมองการเมืองไทย จากมุมมองแบบหลังอาณานิคม ที่คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (พิมพ์ในฟ้าเดียวกัน ฉบับมกราคม-มิถุนายน 2555 หน้า 20-35)

          ผมจะปรับปรุงและตัดทอนบทรายงานอันมีคุณค่านี้มาเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไป เพราะสามจังหวัดภาคใต้เป็นปัญหาที่ไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันรับรู้ แล้วทำความเข้าใจอย่างเที่ยงธรรม แม้จะช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ตาม

          แก่นของปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แมคคาร์โกเชื่อว่าเป็นปัญหาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มากกว่าเรื่องศาสนา แต่ต้องมองปัญหาในบริบทการเมือง เพราะภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาที่เกิดจากคนรู้สึกว่าดินแดนของตนถูกยึดเป็นเมืองขึ้น และไม่ชอบสภาวะเช่นนี้

          พวกเขาต้องการให้รัฐไทยปล่อยให้พวกเขาอยู่กันเอง โดยไม่เข้าไปยุ่มย่าม

          แต่ทั้งรัฐไทยและคนมุสลิมชายแดนใต้ ต่างฝ่ายต่างภูมิใจในประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตน และไม่มีฝ่ายไหนยอมเสียหน้า

          แมคคาร์โก กล่าวต่อไปว่ากรุงเทพฯ หรือคนไทยในภาคกลางได้ยึดเอาดินแดนจำนวนหนึ่งเป็นเมืองขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดินแดนที่ขณะนี้เราเรียกว่าภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ของไทย โดยแท้จริงคนจำนวนมากในดินแดนเหล่านี้ไม่ใช่ “คนไทย” เช่น คนลาวในอีสาน คนมลายูในภาคใต้ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ

          สิ่งที่รัฐ-ชาติซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พยายามทำก็คือ กดครอบอำนาจของกรุงเทพฯ ลงบนดินแดนต่างๆ เหล่านี้ เพื่อสร้างรัฐสมัยใหม่ และเอาตัวรอดจากการถูกล่าเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก โดยหันมาสร้างอาณานิคมภายในเสียเอง ดังมองเห็นได้ในทุกวันนี้

          หากถามว่าในประเทศไทย ใครมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ ของตนเอง คำตอบก็คือคนกรุงเทพฯ ในขณะที่คนอีก 76 จังหวัดไม่มีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ ของตน แต่ของจังหวัดอื่นๆ ล้วนถูกส่งไปจากกระทรวงมหาดไทยที่เป็นศูนย์กลางอำนาจ เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เป็นมาเฟียตัวจริง

          กระบวนการปกครองแบบอาณานิคมมิใช่แค่การส่งคนจากส่วนกลางไปปกครองท้องถิ่นเท่านั้น อีกด้านหนึ่งคือการสร้างชนชั้นนำท้องถิ่น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ดึงคนจากท้องถิ่นเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในส่วนกลาง ติดตั้งโปรแกรมความคิดของพวกเขาเสียใหม่ สร้างให้เป็นชนชั้นนำที่มีสำนึกแบบคนไทยภาคกลาง ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ แล้วจึงส่งกลับไปปกครองท้องถิ่น

          นอกจากนี้ ยังสร้างอัตลักษณ์ที่เป็นแกนกลางขึ้นมา เช่น “ความเป็นไทย”

          การทำให้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไทย จะไม่ค่อยพูดถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นของตนเองอีกต่อไป

          โครงสร้างแบบอาณานิคมภายในกำลังสั่นคลอน มีการต่อต้านอำนาจของกรุงเทพฯ ในหลายๆ พื้นที่ แล้วมีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนท้องถิ่นเริ่มไม่อดทนกับอำนาจของกรุงเทพฯ ที่พยายามครอบงำพวกเขาอีกต่อไป

          อาณานิคมของกรุงเทพฯ กำลังสิ้นสุดลง แต่คนในกรุงเทพฯ ยังยอมรับสภาพไม่ได้

          แมคคาร์โกเสนอแนะว่าการปกครองแบบอาณานิคมที่ส่งคนจากส่วนกลางไปปกครองท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศนั้นใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคโลกาภิวัตน์แบบที่เป็นอยู่ในเวลานี้

          “จะต้องมีระบบบางอย่างที่ยอมรับสิทธิและความมุ่งมาดปรารถนาทางการเมืองของผู้คนในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้มากกว่านี้”

          “ต้องให้อะไรบางอย่างแก่พวกเขา ไม่ว่าจะเรียกว่า autonomy เขตปกครองพิเศษ มณฑล หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่จะต้องมีการพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้กันในระดับชาติ”

          ตราบใดที่รัฐบาลยังปล่อยให้ ก. วัฒนธรรม ยึดถือแล้วเผยแพร่ประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผล ตราบนั้นก็ไม่มีวันพูดคุยเรื่องพวกนี้ได้document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);