มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3  สิงหาคม 2555

 

         ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มรดกโลกทางธรรมชาติในไทย ถูกบุกรุกคุกคามมานานจากนักลงทุนและผู้มีอิทธิพลไปสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศ โดยเฉพาะทางด้านอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นป่าดงลานธรรมชาติแห่งสุดท้ายของไทย

         คณะกรรมการมรดกโลก แสดงความห่วงใยดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แล้วแจ้งเป็นทางการให้ไทยต้องจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จเรียบร้อยในต้นปีหน้าก่อนวันที่ 1 ก.พ. 2556

         ไม่เช่นนั้นจะถูกจัดเข้าบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย เพราะถูกคุกคาม แล้วในที่สุดก็ถูกถอดจากมรดกโลก

         ท่านอธิบดีดำรง พิเดช แห่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (ทส.) ลงมือกำจัดขัดขวางผู้บุกรุกคุกคามอุทยานฯ ทับลาน ปราจีนบุรี และที่อื่นๆ โดยอธิบายว่า

         “อุทยานฯ ทับลาน ไม่ใช่สมบัติของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ฝ่ายเดียว แต่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนและของโลก วันนี้ถ้าหยุดการบุกรุกทับลานไม่ได้ ก็จะลามไปเขาใหญ่แน่นอน” (เดลินิวส์ วันอังคาร 31 ก.ค. 2555 หน้า 2)

         ฟังแล้วใช่เลย ต้องหยุดมันให้ได้

         สงครามเวียดนามยุคสงครามเย็นตั้งแต่เรือน พ.ศ. 2500 ลงมา ทำให้มีถนนสายใหม่จากฉะเชิงเทรา ขึ้นเขาใหญ่ ลงปักธงชัย ไปนครราชสีมา เพื่อขนอาวุธยุทโธปกรณ์และระเบิดไปขึ้นเครื่องบินบอมบ์เพื่อนบ้านให้พินาศตามความปรารถนาของ USA

         ถนนสายนี้ผ่า “ป่าดงลานธรรมชาติแห่งสุดท้ายของไทย”

         หลายคนนั่งรถผ่านไปใจคอไม่ดี เพราะคิดถึงชะตากรรมดงลานที่ขอนแก่นพินาศไปไม่เหลือซาก แล้วดงลานปราจีนบุรีจะรอดหรือ?

         รอด-เพราะมีพลังจากกลุ่มต่างๆเรียกร้องปกป้องป่าดงลานปราจีนบุรี แม้ไม่ทั้งหมดก็ยังดีที่ทางการประกาศเป็น “อุทยานแห่งชาติทับลาน” มีพื้นที่ราว 2 แสนไร่

         ดงลานด้านหน้าถนนสองข้างก็ดูดี แต่นานไปๆ ลึกเข้าไปกลายเป็นแหล่งรีสอร์ตที่ค่อยๆขยายรุกดงลานจนเหี้ยนเป็นแถบๆ จนคนทั้งหลายที่เห็นสภาพแล้วทอดอาลัยให้ดงลาน

         ลาน เป็นไม้ยืนต้นจัดอยู่ในวงศ์ปาล์มต้นสูงขนาดมะพร้าว ใบลานคล้ายใบตาลใช้ทำพัดใบลานและตาลปัตรใบลาน สมัยโบราณใช้เหล็กจารตัวอักษรลงบนใบลานตากแห้ง เป็นหนังสือเทศน์หนังสือธรรมแล้วยังใช้ใบลานเป็นยาสมุนไพรบางอย่างด้วย

         คนแต่ก่อนหาใบลานถวายวัดใช้ทำหนังสือเทศน์หนังสือธรรม ต่อมาซื้อหนังสือใบลานสำเร็จรูปทำบุญถวายวัดก็มี

         ปัจจุบันแม้ไม่ทำคัมภีร์ใบลานแต่ก็ต้องปกปักรักษา “ป่าดงลานธรรมชาติแห่งสุดท้ายของไทย”

         โล่งอกที่อธิบดีดำรงแสดงออกให้เห็นเป็นที่วางใจให้สังคมไทยพึ่งพาว่ารักษาป่าดงทับลานและมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ได้ เหลือแต่อยุธยามรดกโลกทางวัฒนธรรมยังไม่โล่งอก

         แต่แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าโครงสร้างอำนาจการเมืองของไทยไม่เอื้อการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรท้องถิ่นให้มั่นคงปลอดภัยได้ อย่างนี้แล้วจะโล่งได้สักกี่น้ำ?

         กรณีมรดกโลกของไทย 2 แห่งที่ดงพญาเย็น-เขาใหญ่และที่อยุธยา รัฐบาลผ่านๆมาปล่อยปละละเลยจนเน่า รัฐบาลนี้ต้อง “เอาอยู่” อย่าให้เน่าอีก

         แต่วางใจรัฐบาลทุกอย่างไม่ได้ บรรดาภาคประชาชนต้องร่วมกันปกป้องคุ้มครองด้วยตัวเองถึงจะรอด

         เมืองอู่ทอง (อ. อู่ทอง สุพรรณบุรี) เป็นเมืองแรกสุดของประวัติศาสตร์สยามประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าแก่ที่สุดของสุวรรณภูมิ แต่รัฐบาลทอดทิ้งปล่อยให้เน่ามานานหลายสิบปีจนเกือบถูกทำลายหมดทั้งคูน้ำคันดิน

         โชคดีที่ท่านบรรหาร ศิลปอาชา และท่านขรรค์ชัย บุนปาน ร่วมกับชาวอู่ทองและชาวสุพรรณกอบกู้ทันท่วงที มิฉะนั้นไม่เหลือซาก

         บนยอดขุนเขาทุกลูกมีซากศาสนสถานยุคทวารวดีและยุคหลังจากนั้น ทั้งอาจมีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนรับศาสนาก็ได้ ชาวอู่ทองและชาวสุพรรณต้องร่วมกันดูแลอย่ายอมให้พังเพระเนระนาดลงอีก เพราะถูกทำลายมามากแล้ว จงดูตัวอย่างจากอยุธยาและดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จนถึงป่าดงลาน

         อย่าเปิดช่องให้แอบอ้างศาสนา เพื่อแกะสลักพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลกไว้บริเวณป่าดงขุนเขาเมืองอู่ทอง ถ้าให้แกะสลักได้ ต่อไปจะมีอย่างอื่นตามมานับไม่ถ้วน เหมือนป่าดงลานที่ปราจีนบุรี

         นอกจากทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติแล้ว ยังเป็นอนุสรณ์สถานประจานเมืองอีกตราบนานเท่านานนิรันดร