Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2555

 

          ล้านนา กับ อยุธยา พัฒนากลอนลำในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นโคลง เรียกภายหลังว่า โคลงสุภาพ กับ โคลงดั้น

          วัฒนธรรมลาวแพร่กระจายมานานมากอยู่กับชุมชนในหุบเขาบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคง(สาละวิน) มีขอบเขตดังนี้

          เหนือสุด อยู่ระดับ(ลาว)ลื้อสิบสองพันนา ในมณฑลยูนนานของจีน ไม่มีเหนือขึ้นไป

          ตะวันตก หมายถึงฟากตะวันตกของลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่บริเวณที่เรียกล้านนาจนถึงไทยใหญ่ลุ่มน้ำคง(สาละวิน) เรียกโดยรวมว่าลาวพุงดำ ต่อมาภายหลังต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำพรหมบุตรในอินเดีย

          ตะวันออก หมายถึงฟากตะวันออกของลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่บริเวณล้านช้างหรือไทยน้อย เรียกโดยรวมว่าลาวพุงขาว แล้วต่อเนื่องจนถึงมณฑลกวางสี-กวางตุ้งในจีน

          ขอบเขตนี้ทำขึ้นอย่างกว้างๆโดยเอาพื้นที่ทางวัฒนธรรมเป็นเกณฑ์ แล้วไม่แยกย่อยตามชื่อชาติพันธุ์ว่าเป็นยวน(โยน), ลื้อ, เขิน, มาว, ฯลฯ และอื่นๆอีกมาก เพราะไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นในขณะนี้ แต่ใครจะคิดต่างแล้วแยกย่อยก็ทำได้ตามต้องการ

          วัฒนธรรมไทย เพิ่งมีราวหลัง พ.ศ. 1700 มีขอบเขตแคบๆอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง และต่อเนื่องลงไปทางใต้บางส่วนเท่านั้น

          ความเป็นไทยที่เรียกตัวเองว่าคนไทย พบหลักฐานครั้งแรกในยุคอยุธยา แล้วมีขอบเขตเหนือสุดอยู่บริเวณที่เคยเป็นรัฐสุโขทัยเท่านั้น(เพราะเหนือขึ้นไปอีกเป็นลาวล้านนา)

 

กลอนในวัฒนธรรมลาว

          ก่อน พ.ศ. 2000 วรรณกรรมร้อยกรองตระกูลไทย-ลาว ทั้งลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีทั้งระดับชาวบ้าน(ชาววัด) และระดับชาวเมือง(ชาววัง)

          ร้อยกรองสองระดับมาจากคำคล้องจอง มี 3 อย่างเหมือนกัน แต่เรียกชื่อเดียวว่า กลอน คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนเพลง

          กลอนร่าย คือ ร่าย ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น เลี้ยงผี ฯลฯ เมื่อใช้เซิ้งเรียกกลอนเซิ้ง ถ้าใช้สวดเรียกกลอนสวด เมื่อใช้เทศน์เรียกกลอนเทศน์ โดยเรียกรวมๆว่าว่า ร่าย (ชาวบ้านล้านนาเรียกร่ายว่า ร่ำ)

          กลอนลำ คือ โคลง ใช้ขับลำเป็นทำนองทั่วไปทุกงาน ต่อมานักปราชญ์ในราชสำนักกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือ เรียกว่า โคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น โดยเรียกรวมๆว่า โคลง (ชาวบ้านล้านนาเรียกโคลงว่า คร่าว)

          กลอนเพลง คือ กลอน ใช้งานร้องรำทำเพลงทั่วไปไม่จำกัด ต่อมานักปราชญ์ราชบัณฑิตกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือ เรียก กลอนเพลงยาว, กลอนหก, กลอนแปด, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิทาน ฯลฯ โดยเรียกรวมๆว่ากลอน

 

ไทยใช้กลอนลาว

          กลอนร่ายกับกลอนลำ ได้รับยกย่องจากนักปราชญ์ราชสำนักไทย-ลาวว่าศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ยุคก่อน พ.ศ. 2000 สืบเนื่องจนหลัง พ.ศ. 2000 แล้วเอามาปรับใช้งานศักดิ์สิทธิ์สืบมาอีกนาน เช่น

          นักปราชญ์ราชสำนักอโยธยา-ละโว้(ก่อนอยุธยา) แต่งโองการแช่งน้ำโดยใช้ฉันทลักษณ์แบบลาว 2 อย่าง คือ กลอนร่าย(ร่าย) กับกลอนลำ(โคลง)

          กลอนร่าย(ต่อไปจะเรียกร่าย) ไม่กำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค เช่น

          มาหนน้ำหนบก ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อหล่อหลวงเต้า ทั้งเหง้าภูตพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ ยักษกุมาร หลายบ้านหลายท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า

          หน้าเท่าแผงแรงไกยเอาขวัญ ครั้นมาถึงถับเสียงเยียชระแรงชระแรง แฝงข่าวยินเยียชระรางชระราง รางชางจุบปากเยียจะเจี้ยวจะเจี๊ยว เขี้ยวสระคานอานมลิ้นเยียละลาบละลาบ ตราบมีในฟ้าในดิน บินมาเยียพะพลุ่งพะพลุ่ง จุ่งมาสูบเอา เขาผู้บ่ซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย หว้ายกะทู้ฟาดฟัด คว้านแคว้นมัดศอก หอกดิ้นเด้าเท้าถก หลกเท้าให้ไป่มิทันตาย หงายระงมระงม ยมพบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี ผู้บ่ดีบ่ซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถแก่เจ้า—–

          กลอนลำ(ต่อไปจะเรียกโคลง) ไม่มีสัมผัส แต่สนใจจังหวะคำและระดับเสียงสูงต่ำ(ที่เรียกเอก-โท) (มีคำอธิบายอีกมากในหนังสือโองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524) เช่น

          นานา           อเนกน้าว               เดิมกัลป์

            จักร่ำ            จักราพาฬ              เมื่อไหม้

           กล่าวถึง         ตระวันเจ็ด              อันพลุ่ง

                               น้ำแล้งไข้                ขอดหาย ฯ

          เจ็ดปลา       มันพลุ่งหล้า            เป็นไฟ

          วะวาบ            จัตุราบาย               แผ่นขว้ำ

                               ชักไตรตรึงษ์           เป็นเผ้า

                               แลบ่ล้ำ                  สีลอง ฯ

สามรรถ                ญาณครอบเกล้า       ครองพรหม

  ฝูงเทพ                  นองบนชาน             เบียดแป้ง

                               สรลมเต็มพระ          สุธาวาศ แห่งหั้น

                               ฟ้าแจ้งจอด             นิโรโธ ฯ

 

กลอนลำ ทำเป็นโคลง

          หลัง พ.ศ. 2000 นักปราชญ์ราชสำนักล้านนากับอยุธยา ต่างพัฒนากลอนลำเป็นโคลงไปคนละทาง

          ล้านนาพัฒนากลอนลำเป็นโคลงสี่(สุภาพ) ใช้แต่งหนังสือเก่าสุด คือนิราศหริภุญชัย หลังจากนั้นใช้แต่งเรื่องอื่นๆอีกหลายเล่ม แต่ไม่มีโคลงดั้น

          อยุธยาพัฒนากลอนลำเป็นโคลงดั้น ใช้แต่งหนังสือเก่าสุด 3 เล่ม คือ กำสรวลสมุทร, ยวนพ่าย, ทวาทศมาส หลังจากนั้นใช้แต่งเรื่องอื่นๆบ้าง แล้วรับแบบแผนโคลงสี่จากล้านนามาแต่งด้วย

          มีผู้อธิบายเปรียบเทียบกับฟ้อน ว่าโคลงสี่ลีลาอ่อนช้อยอย่างฟ้อนแห่ครัวทานล้านนา เหมือนตัวพระกับนางในละคร แต่โคลงดั้นลีลาขึงขังเข้มแข็งอย่างภาพสลักบนปราสาทหินแบบเขมร เหมือนท่าเต้นฟ้อนของตัวยักษ์กับลิงในโขน

 

อยุธยา-ล้านนา เผชิญหน้ากัน

          ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 1900-2000 ที่รัฐอยุธยากับรัฐล้านนาพัฒนากลอนลำเป็นโคลง ตรงกับยุคที่ต่างมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองขนานใหญ่ให้แข็งแรงกว่าเดิม

          เพราะเป็นขณะเดียวกับที่ราชอาณาจักรกัมพูชาอ่อนแรงลง จนถูกกองทัพราชอาณาจักรสยาม(อยุธยา) ยกไปยึดครองเมืองพระนครหลวง(นครธม)

          เท่ากับราชอาณาจักรสยามเติบโตแข็งแรงขึ้นแทนที่ราชอาณาจักรกัมพูชา แล้วต้องเผชิญหน้ากันโดยตรงทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างอยุธยากับล้านนา นับแต่นี้ต่อไปจะมีสงครามกัน

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);