มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2555

 

           ความเรียงร้อยแก้วแบบตำนาน พบต้นฉบับเก่าสุดในรัฐล้านนา แต่งที่เมืองเชียงใหม่ ราวเรือน พ.ศ. 1900 ลงไป

           ขณะนั้นยังไม่พบในรัฐอื่นๆ เช่น อยุธยา, สุโขทัย, ล้านช้าง, เวียงจัน, ฯลฯ หลังจากนี้พวกรัฐอื่นๆถึงรับแบบแผนจากรัฐล้านนาไปแต่งตำนานของตัวเอง

           แม้ตำนานท้องถิ่นลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกับตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช นักปราชญ์แต่ก่อนก็อธิบายตรงกันว่าแต่งแบบลาว หรือแบบล้านนา

 

เครื่องมือการเมือง

           ตำนาน หมายถึงเรื่องเล่าสืบต่อกันมายาวนาน นับไม่ได้ หลังจากนั้นอีกนานถึงมีผู้จดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

           ตำนานเป็นเครื่องมือคนชั้นนำใช้สร้างอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยแต่งยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีมีวิชาความรู้ของตนและเชื้อวงศ์โคตรตระกูลว่าสืบความศักดิ์สิทธิ์จากอดีตยาวนานให้คนทั่วไปรับรู้เลื่อมใสผ่านพระสงฆ์เทศนา กับหมอผีป่าวร้องในพิธีกรรมสำคัญ เช่น พิธีเลี้ยงผี

           มูลศาสนา เป็นวรรณกรรมสำคัญเรื่องหนึ่งของล้านนา อาจเป็นตำนานเก่าสุดของไทยก็ได้ มีผู้อธิบายบอกว่าแต่งขึ้นเพื่อยกย่องเชื้อวงศ์กษัตริย์ล้านนายุคนั้นว่าสืบความศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธเจ้า ทำนองเดียวกับรัฐอยุธยามีวรรณกรรมยกย่องกษัตริย์สืบเชื้อวงศ์ศักดิ์สิทธิ์จากอวตารของพระวิษณุ(พระนารายณ์)เป็นรามาธิบดี (คือพระราม)

 

ต้นแบบจากลังกา

           นักปราชญ์ล้านนาทั้งที่เป็นพระสงฆ์ กับที่เป็นคฤหัสถ์ รับแบบแผนตำนานพุทธศาสนาจากลังกา มาแต่งตำนานพื้นเมืองล้านนา แล้วเป็นต้นแบบตำนานท้องถิ่นต่างๆทั่วไปทั้งในไทย, ลาว, และกัมพูชา

           พุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่าเป็นศาสนามวลชนที่ใช้ภาษาไทย(ลาว) เป็นภาษากลางในการเผยแผ่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยากับลุ่มน้ำโขง

           ลังกามี“มหาวงศ์”เป็นหนังสือบาลี กล่าวถึงตำนานพระพุทธศาสนาในลังกา ซึ่งภิกษุชาวลังกาชื่อมหานาม แต่งขึ้นราวหลัง พ.ศ. 400 (พุทธศตวรรษที่ 5)

           เถรวาทจากลังกาแผ่ไปถึงไหน มหาวงศ์ก็ไปถึงนั่น เมื่อรัฐล้านนารับพุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา ผ่านรามัญประเทศ(มอญ) กับพุกามประเทศ(พม่า) ก็รับคติมหาวงศ์มาด้วย แล้วร่ำเรียนภาษาบาลีได้ชำนาญจึงแต่งตำนานต่างๆ ทั้งภาษาลาว(ไทย) และภาษาบาลี มีหลายเล่ม ดังนี้

           มูลศาสนา แต่งเป็นภาษาลาว(ไทย) อักษรธรรม จารบนใบลาน เมื่อเรือน พ.ศ. 1900 โดยพระพุทธพุกาม กับพระพุทธญาณเจ้า(เขียนบอกไว้ตอนท้ายหนังสือ)

           ตำนานมูลศาสนา เป็นเรื่องราวประวัติพระพุทธศาสนา, พุทธประวัติ, ประวัติพระเจ้าอโศก, พระพุทธศาสนามาประดิษฐานเมืองหริภุญชัย จนถึงสร้างเมืองเชียงใหม่ สืบมากระทั่งแผ่นดินพระเจ้ากือนา(พ.ศ. 1899-1929)

           นิทานพระพุทธสิหิงค์ แต่งเป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ. 1945-1985 (พระเจ้าสามฝั่งแกน ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1945-1985)  โดยพระโพธิรังสี ชาวเชียงใหม่

           นิทานพระพุทธสิหิงค์ เป็นเรื่องราวประวัติพระพุทธสิหิงค์

           ชินกาลมาลีปกรณ์ แต่งเป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ. 2060-2071 (พระเมืองแก้ว ครองราชย์เชียงใหม่ ราว พ.ศ. 2040-2069, พระเกษเกล้า(โอรส) ราว พ.ศ. 2069-2081) โดยพระรัตนปัญญา ชาวเชียงใหม่

           ชินกาลมาลีปกรณ์ หมายถึงระเบียบกาลเวลาของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องราวประวัติพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป(อินเดีย), ลังกาทวีป(ลังกา) แล้วแผ่ถึงล้านนา(เชียงใหม่) กล่าวถึงความเป็นมาของบ้านเมืองและบุคคลสำคัญของท้องถิ่น กับพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระแก้วมรกต, พระพุทธสิหิงค์, ฯลฯ

           ที่สำคัญคือกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองในดินแดนล้านนา เช่น ลำพูน, เชียงใหม่, เชียงราย, เชียงแสน เป็นต้น

           จามเทวีวงศ์ แต่งเป็นภาษาบาลี ราวหลัง พ.ศ. 2000 โดยพระโพธิรังสี ชาวเชียงใหม่

           จามเทวีวงศ์ เป็นเรื่องราวตำนานนางจามเทวี เมืองละโว้(ลพบุรี) ขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย(ลำพูน) แล้วสืบเชื้อสายขยายพื้นที่ถึงลำปาง

           รัตนพิมพวงศ์ แต่งเป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ. 2272 (อยู่ในปกครองพม่า) โดยพระพรหมราชปัญญา(เมื่ออายุ 23 ปี)

           รัตนพิมพวงศ์ เป็นเรื่องราวตำนานพระแก้วมรกต

 

ภาษาสัญลักษณ์

           มูลศาสนาเป็นวรรณกรรมเล่มสำคัญมากของล้านนา อาจเป็นตำนานเก่าสุดในไทยก็ได้ มีนิยายปรัมปรา (myth) เล่าเป็นภาษาสัญลักษณ์โดยมีระบบความเชื่อในสังคมปะปนอยู่ด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกำเนิดเมืองหริภุญชัย, คน, เผ่าพันธุ์, สิ่งแวดล้อม, สัตว์, ฯลฯ ของบ้านเมืองครั้งนั้น

           เรื่องราวเหล่านี้กลุ่มชนที่เป็นเจ้าของต่างเชื่อถือเป็นเรื่องจริงเสมือนเป็นประวัติศาสตร์ที่มีจริง จะต่างก็แต่ว่าไม่มีลำดับเวลาแน่นอน อ. ศรีศักร วัลลิโภดม สรุปสาระสำคัญของมูลศาสนาที่เป็นนิยายปรัมปราเกี่ยวกับกำเนิดเมืองหริภุญชัย (อยู่ในหนังสือศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2517) โดยสรุปว่า

           1. เริ่มต้นด้วยพุทธพยากรณ์ ว่าในอนาคตจะมีเมืองหริภุญชัย ซึ่งต่อไปจะเป็นขนบการแต่งตำนานอื่นๆทั่วทุกแห่ง

           2. ตามด้วยเรื่องราวในระบบความเชื่อ ของประชาชนในท้องถิ่นซึ่งรับถ่ายทอดกันมา พระสงฆ์ผู้แต่งตำนานซึ่งอยู่ในสมัยล้านนายกคำบอกเล่าดั้งเดิมมาปะติดปะต่อกับเรื่องราวพุทธพยากรณ์ แต่งเป็นประวัติของเมืองหริภุญชัย เช่น พระฤๅษี 5 ตน, กำเนิดคนจากรอยเท้าสัตว์และนางเนื้อ, สร้างเมืองให้บุคคลเหล่านี้อยู่, เมืองล่มจม

           เมื่อทำความเข้าใจภาษาสัญลักษณ์ในตำนานได้แล้ว อาจอธิบายตามแนวทางมานุษยวิทยาได้ ว่ากลุ่มชนที่เจริญพวกแรก คือ พวกเมงคบุตร ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ(เชียงใหม่) ใกล้ลำน้ำแม่ขาน อันเป็นสาขาของน้ำแม่ปิง

           ลักษณะสังคมของคนพวกนี้เป็นแบบเผ่า แต่มีหลายตระกูลกระจายอยู่ในท้องที่ใกล้เคียงกัน แต่ละตระกูลมีสัตว์เป็นสัญลักษณ์ของตนเอง คือ แรด, ช้าง, วัว, และเนื้อ

           ต่อมามีคนต่างถิ่นที่รับวัฒนธรรมอินเดีย คือ ฤๅษีวาสุเทพเคลื่อนย้ายจากที่อื่นเข้ามา แล้วแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองกลุ่มที่นับถือเนื้อเป็นสัญลักษณ์ ฤๅษีวาสุเทพกลายเป็นผู้นำชาวพื้นเมืองเหล่านี้ทั้งหมด จึงสร้างบ้านเมืองขึ้นให้ลูกหลานปกครอง คนในตระกูลที่นับถือเนื้อเป็นสัญลักษณ์ก็กลายเป็นชนชั้นปกครอง (ดังเห็นจากชื่อเมืองมิคสังครนครก็ดี ชื่อสมันตรประเทศก็ดี ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเนื้อทั้งสิ้น)

           เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จากสังคมแบบเผ่าเป็นสังคมแบบเมือง มีกษัตริย์เป็นชนชั้นปกครอง

           ต่อมาเกิดอุทกภัย  ผู้คนล้มตาย แล้วเมืองร้างไป จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นแทนในบริเวณใหม่ คือ เมืองหริภุญชัย

           ต่อมาพระยามังรายยึดได้เมืองหริภุญชัย แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ จากนั้นก็ยกย่องนับถือพระพุทธศาสนาจากลังกา มีพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญสืบศาสนาของ พระตถาคตเจริญรุ่งเรือง

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);