มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2555

 

          ล้านนามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจการค้าครั้งใหญ่ ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1700 จากนั้นมีวรรณกรรมในวัฒนธรรมลาว

          ขณะนั้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีคนในตระกูลไทย-ลาว ใช้อักษรเขมรเขียนภาษาไทย แล้วจะดัดแปลงอักษรเขมรเป็นอักษรไทยต่อไป

 

วรรณกรรมล้านนา

          ราวหลัง พ.ศ. 1900 มีวรรณกรรมล้านนา เขียนด้วยอักษรธรรมและอักษรฝักขาม

          รัฐล้านนามีเจ้านายเป็นลาว ประชากรมีทั้งลาวและอื่นๆ เช่น ลัวะ(ตรงกับละว้า ในภาคกลาง) ในตระกูลมอญ-เขมร แต่ก็ต้องสื่อสารด้วยคำลาว ที่ปัจจุบันเป็นคำไทย

          ดังนั้นรัฐล้านนาอยู่ในวัฒนธรรมลาว เพิ่งถูกทำให้เป็นไทย เมื่อเปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย พ.ศ. 2482

 

อักษรธรรม

          ล้านนาควรมีอักษรธรรมใช้นานแล้วก่อน พ.ศ. 1900 และอาจมีใช้แล้วตั้งแต่ก่อนพระยามังรายยึดครองได้เมืองหริภุญชัย(ลำพูน) แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่สำเร็จ พ.ศ. 1839

          อักษรธรรมล้านนาเก่าสุด(เท่าที่พบในปัจจุบัน) มีอายุ พ.ศ. 1919 เป็นจารึกภาษาบาลีบนแผ่นทองคำ เรียก“จารึกลานทอง สมเด็จพระมหาเถรจุฑามณี” (พบบริเวณฐานพระประธานในโบสถ์วัดมหาธาตุ จ. สุโขทัย)

          จารึกลานทองฯ มี 4 บรรทัด เป็นอักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี 1 บรรทัด ที่เหลือ 3 บรรทัดแรกเป็นภาษาไทย อักษรสุโขทัย(ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)

          อักษรธรรมล้านนา ดัดแปลงจากอักษรมอญหริภุญชัย(ลำพูน) ที่มีใช้แพร่หลายมาก่อนนานแล้วตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1500-1600

          ลักษณะเดียวกับพวกไทยในรัฐอโยธยา-ละโว้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดัดแปลงอักษรเขมรเขียนภาษาไทยลงบนสมุดข่อยก่อน นานเข้าก็ดัดแปลงอักษรเขมรเป็นอักษรไทย

          คนล้านนาโบราณใช้อักษรธรรมล้านนาตัวกลมๆจารลงบนใบลานมากกว่าวัสดุอย่างอื่น เช่น หิน, ไม้, โลหะ, กระดาษสา เรียก พับสา

          ใบลานตากแห้งเป็นแผ่นยาว มีเนื้อลานเป็นเส้นยาวเรียงกัน ถ้าใช้เหล็กจารตรงๆ จะทำให้ใบลานแตกขาด จึงต้องจารรูปอักษรเป็นเส้นโค้งเพื่อหลีกเลี่ยงลานแตก จึงทำให้อักษรธรรมล้านนาตัวกลมๆ(ต่างจากอักษรเขมร, อักษรไทยสุโขทัย สลักบนหิน รูปอักษรจึงเป็นเส้นตรง ส่วนอักษรไทยอยุธยาตระหวัดหาง เพราะเขียนบนสมุดข่อยมีเนื้อหยาบ)

          ชื่ออักษรธรรม เพราะใช้อักษรแบบนี้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระธรรมในพุทธศาสนา แล้วมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อต่างๆกัน เช่น อักษรธรรมเหนือ, ตัวเมือง, อักษรไทยยวน, ฯลฯ

          อักษรธรรมจะแพร่กระจายเข้าไปในลาว ทั้งหลวงพระบาง, เวียงจัน, และใกล้เคียง เช่น อีสาน ซึ่งจะเรียกอักษรธรรมลาว

 

อักษรฝักขาม

          อักษรฝักขาม คืออักษรไทยจากรัฐสุโขทัย ที่นักปราชญ์ล้านนาดัดแปลงใช้เขียนภาษาล้านนา แล้วเรียกชื่ออักษรฝักขาม

          อักษรไทยจากรัฐสุโขทัย แพร่กระจายขึ้นไปถึงล้านนา เมื่อพระสมณเถระจากสุโขทัยรับนิมนต์ไปเมืองลำพูน แล้วสลักศิลาจารึกไว้ที่วัดพระยืน(จ. ลำพูน) เมื่อ พ.ศ. 1913

          อักษรฝักขาม มีรูปตัวอักษรเป็นเหลี่ยมเหมือนอักษรเขมรและอักษรไทยสุโขทัย เพราะสลักบนหิน ต้องทำเส้นตรงให้สลักสะดวกกว่าเส้นโค้ง

          อักษรฝักขามแพร่กระจายไปตามแม่น้ำโขง เข้าสู่ลาว และอีสาน ราวหลัง พ.ศ.2000  แล้วเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อักษรไทยน้อย

 

เคลื่อนย้ายคน

          พระยามังรายรวบรวมผู้คนตระกูลไทย-ลาวโยนก จากลุ่มน้ำกก-อิง(เชียงราย-พะเยา) เมื่อหลัง พ.ศ. 1800 ยึดเมืองหริภุญชัย(ลำพูน) บริเวณที่ราบลุ่มน้ำปิง แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่สำเร็จราว พ.ศ. 1839

          เท่ากับตระกูลไทย-ลาว ควบคุมเส้นทางการค้าเหนือ-ใต้ สำเร็จ ระหว่างลุ่มน้ำโขง-สาละวิน กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ออกอ่าวไทย และอ่าวเมาะตะมะ ขณะเดียวกันก็คุมเส้นทางตะวันออก-ตะวันตกได้ด้วย

          แล้วเคลื่อนย้ายคนในตระกูลไทย-ลาว และอื่นๆจากลุ่มน้ำกก-อิง-โขง ไปอยู่ทางลุ่มน้ำปิง-วัง

          เป็นเหตุให้ภาษาไทยในตระกูลไทย-ลาว แพร่หลายกว้างขวาง คนในตระกูลไทย-ลาวเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาขนานใหญ่ ส่งผลให้มีวรรณกรรมเป็นภาษาไทย-ลาวขยายตัวด้วย

 

ศาสนาและการค้า

          ศาสนาและการค้า ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1700 ทำให้ภาษาไทยแพร่กระจายกว้างขวางจนผลักดันให้มีอักษรไทย และวรรณกรรมที่เขียนเป็นภาษาไทยด้วยอักษรไทย

          ศาสนามวลชน ได้แก่ พุทธศาสนาเถรวาทจากลังกา และศาสนาอิสลาม การค้าทางทะเลด้วยสำเภาจีนที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าเรือเดินสมุทรจากที่อื่น ผลักดันให้การค้าภายในขยายตัวกว้างขวางกว่าแต่ก่อน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนหลากหลาย แล้วเกิดบ้านกับเมืองน้อยใหญ่ทั่วทั้งภูมิภาค

          ภาษาไทย กลายเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน แล้วใช้เผยแผ่พุทธศาสนาด้วย ภาษามลายู แพร่หลายทางทะเลอย่างกว้างขวางมาก่อนนานแล้ว ก็ใช้เผยแผ่ศาสนาอิสลามด้วย

          การขยายตัวของภาษาไทยและภาษามลายู มีคำอธิบายของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์(อยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549) จะสรุปย่อๆมาดังต่อไปนี้

          ภาษาไทยเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการค้าภายใน เนื่องจากพวกไทยตั้งภูมิลำเนาในหุบเขาขนาดเล็กมาก่อน เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงผลิตอาหารไม่พอ ต้องพึ่งพิงการค้าทางไกล     เข้ามาช่วยในการดำรงชีพ

          ฉะนั้นจึงน่าจะมีบทบาทมากในการค้าภายในซึ่งเฟื่องฟูเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และทำให้ภาษาไทยกลายเป็นภาษากลางอย่างน้อยก็ในการค้าภายใน ประชาชนที่มีชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งที่อยู่ในที่ราบลุ่มหรือบนที่สูง พอจะเข้าใจภาษาไทยได้ในระดับหนึ่ง

          ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาสำนักลังกาตัดสินใจใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางสำหรับการเผยแผ่ อย่างน้อยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง จึงยิ่งทำให้ภาษาไทยกลายเป็นภาษากลางของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในดินแดนแถบนี้มากขึ้น

          ในอยุธยา ราชสำนักอาจใช้ภาษาเขมร แต่เมื่อไรที่เป็นเอกสารสำหรับอ่านกันในวงกว้างกว่าชนชั้นสูง เช่น โองการแช่งน้ำหรือกฎหมายหรือจารึกแสดงบุญญาบารมีของผู้สร้างศาสนสถาน ก็ใช้ภาษาไทย รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับศาสนาด้วย เช่น จารึกที่เกี่ยวกับศาสนารวมไปถึงวรรณกรรมศาสนา เช่น มหาชาติคำหลวง เป็นต้น

          เช่นเดียวกับเวียงจัน, หลวงพระบาง และเชียงใหม่ ซึ่งผลิตกฎหมายในระยะเริ่มต้นด้วยภาษาไทยเช่นกัน

var d=document;var s=d.createElement(‘script’);