มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

 

          นักประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยกระแสหลักช่วงก่อน พ.ศ. 2500 เชื่อตามนักปราชญ์ฝรั่งเศสอย่างว่านอนสอนง่ายว่าผู้คนพื้นเมืองของดินแดนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์สมัยโบราณไม่รู้จักสร้างบ้านแปลงเมือง เพราะล้วนเป็นพรานไพรพเนจรร่อนเร่ตามป่าดงพงพีภูเขาเลากาผาเพิงและเถื่อนถ้ำอำไพ

          จนกระทั่งรับอารยธรรมอินเดียแล้วนั่นแหละ คนพวกนี้ถึงก่อบ้านสร้างเมือง จนเติบโตขึ้นเป็นรัฐและเป็นอาณาจักร นี่เป็นต้นแบบวิธีคิดแบบอาณานิคม

          หลัง พ.ศ. 2500 ผมเพิ่งรับรู้เรื่องเหล่านี้ แล้วรู้เพิ่มอีกว่ามีนักปราชญ์ไทยกระแสอิสระ (ไม่ใช่กระแสหลัก) คัดค้านแนวคิดนักปราชญ์ฝรั่งเศส ว่าคนพื้นเมืองของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์มีบ้านเมืองและอารยธรรมพื้นเมืองของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว ครั้นติดต่อรับอารยธรรมจากอินเดียก็เอามาคลุกเคล้าผสมผสานกันเป็นลักษณะเฉพาะของดินแดนอุษาคเนย์

          หลักฐานสำคัญอย่างยิ่งที่นักปราชญ์ไทยกระแสอิสระยกมาเป็นพยาน คือเทคโนโลยีโลหะสัมฤทธิ์ของคนพื้นเมืองอุษาคเนย์ เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ทำเครื่องมือเครื่องใช้ขนาดต่างๆ ตั้งแต่ใหญ่สุดอย่างกลองทอง (มโหระทึก) จนถึงเล็กสุดบางสุดยิ่งกว่าเปลือกไข่ อย่างลิ้นแคน (เครื่องเป่า)

          แล้วยังมีภาพเขียนสี และอื่นๆอีกไม่น้อย เช่น หินตั้ง อันเนื่องในศาสนาผี ซึ่งพบหลายแห่งในอีสาน ครั้งนั้นยังไม่พบหินตั้งในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          นับแต่นั้นมา แนวคิดของนักปราชญ์ฝรั่งเศสก็สั่นคลอน แล้วถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงเรื่อยๆ จนไม่มีนักวิชาการพูดถึงอีก

          คุณภาคภูมิ จิตต์โสภณ ผอ.วิทยุท้องถิ่นอู่ทอง เคยเอาภาพถ่ายมาให้ดูหลายภาพเป็นป่าหิน ที่เขาเรียกกันเองว่าสวนหิน บนเขาพุหางนาค อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี อยู่ทิวเขาทางตะวันตกของเมืองอู่ทอง

          ดูภาพถ่ายแล้วย้อนคิดขึ้นได้ว่าราว 20 ปีมาแล้ว คุณขรรค์ชัย บุนปาน กำลังทำบุญทอดกฐิน-ผ้าป่าหาทุนให้ช่างสร้างโบสถ์ริมกว๊านพะเยา ถวายในพุทธศาสนาไว้ที่วัดศรีโคมคำ อ. เมือง จ. พะเยา แล้วบอกให้ผมออกสำรวจทางโบราณคดีซ้ำอีกจากเคยทำไว้ก่อนแล้ว (เมื่อเป็นนักเรียนโบราณคดีที่ศิลปากร) เตรียมทำมิวเซียมพะเยา

          ครั้งนั้นได้ครูสมบัติ วิทยาคม (สอนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ อ. เทิง จ. เชียงราย) พาไปสำรวจพบแหล่งวัฒนธรรมหินตั้ง สองฝั่งลำน้ำอิง ที่ไหลลงสบโขงตรง อ. เชียงของ จ. เชียงราย (มีรายงานอยู่ในหนังสือเมืองพะเยา สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ พ.ศ. 2538)

          หินตั้ง เป็นวัฒนธรรมหินที่คนพื้นเมืองยุคดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิอุษาคเนย์จัดวางเป็นกลุ่มให้ได้รูปลักษณะต่างๆ ใช้บอกเขตศักดิ์สิทธิ์ พบมากในอีสานและลาว เช่น ไหหินที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ในลาว ครั้นรับพุทธศาสนาก็ปรับหินตั้งเป็นเสมาหิน เช่น ที่ภูพระบาทบัวบก-บัวบาน อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี

          เพื่อให้หายข้องใจ วันอาทิตย์ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมเลยชวน อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (ม. มหิดล) กับคุณพันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร (นิตยสารโปสการ์ด) ขออาศัยรถตู้ของมติชนไปพุหางนาค ที่เมืองอู่ทอง นัดหมายคุณภาคภูมิ พาดูแหล่งที่มีป่าหิน แต่ต้องปีนยอดเขาขึ้นไปอีก ซึ่งจะเป็นภาระของผู้นำทางอย่างยิ่ง ผมจึงขอไม่ทำตัวเป็นภาระโดยออกตระเวนนั่งรถสำรวจรอบๆเชิงเขา แทนปีนเขา

          จนตะวันบ่ายคล้อย คณะสำรวจจาก กทม. ลงจากยอดเขาอย่างอ่อนระโหยโรยแรง แต่คนนำทางจากอู่ทองไม่รู้สึกอะไร สบายมาก

          อ. ศิริพจน์ บอกว่าบนยอดเขาคือหินตั้งจริงๆ เหมือนที่พบในอีสานและลาว แต่มีมากจนอาจเรียกได้ว่าป่าหินตั้ง ควรมีอายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ก่อนรับศาสนาจากอินเดีย เก่าแก่กว่ายุคทวารวดี

          ผมขอให้ อ. ศิริพจน์ ทำรายงานพร้อมภาพถ่ายเรื่องป่าหินตั้ง แล้วให้ทาง บ. ดรีม แคทเชอร์ เอาขึ้นเฟซบุ๊คกับเว็บไซต์ ไว้บริการผู้สนใจใคร่รู้เรียบร้อยหลายวันแล้ว

          หินตั้ง ที่ป่าหินตั้ง บนยอดเขาพุหางนาค เมืองอู่ทอง สุพรรณ คือสิ่งก่อสร้างในศาสนาผีพื้นเมืองสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ที่มีอยู่ก่อนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ จากอินเดีย แสดงว่าบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน มีชุมชนขนาดใหญ่ระดับเมืองหรือรัฐเล็กๆอยู่แล้ว ก่อนติดต่อรับอารยธรรมอินเดีย

          เรื่องนี้นักโบราณคดีไทยของทางการ อ่อนด้อยประสบการณ์ เพราะในความรับรู้จากห้องเรียน มีแต่“เทคนิค” ขวานหิน, ดินเผา กับพระพุทธรูป, สถูป, เจดีย์ โดยไม่มีระบบความเชื่อในศาสนาผีพื้นเมืองดั้งเดิมก่อนรับพุทธศาสนา จึงมองไม่เห็นความสำคัญ แม้รู้ว่ามีป่าหินตั้งก็ไม่ใส่ใจ เพราะความไม่รู้ แล้วไม่ให้เกียรติผู้รู้ที่อยู่นอกทางการ

          นี่เป็นหลักฐานสำคัญมากของต้นทางประวัติศาสตร์ไทยและประชาคมอาเซียน รัฐต้องไม่อนุญาตให้ระเบิดหินบนเขาพุหางนาคและปริมณฑลโดยรอบ ขอความกรุณาชาวอู่ทอง คนท้องถิ่นสุพรรณ ร่วมกันปกปักรักษาให้ป่าหินตั้งอยู่รอดปลอดภัย

          อย่าทำลายเหมือนที่ทำไปแล้วต่อโบราณสถานเมืองอู่ทองและคูน้ำคันดินบางส่วน