มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม 2555

 

          รัฐบาลไม่น่าจะยินดีปรีดากับกิจกรรมประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผลกับประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน

          กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แจกข่าวให้สื่อมวลชนเผยแพร่ว่าได้ทำยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ในการสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2555 หน้า 23) ได้แก่

          1. ส่งเสริมการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียน และความรู้สึกของประชาคมอาเซียน ด้วยการสร้างความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของวัฒนธรรม

          2. การอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน โดยส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้ถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม และ

          3. ส่งเสริมการสร้างสรรค์ด้านวัฒนธรรมและส่งเสริมความร่วมมือกันในอุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรม

          อ่านทบทวนหลายครั้งยังเข้าใจภาษาราชการไม่ได้หมด แต่สรุปได้สั้นๆว่า วธ. จะแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีอุษาคเนย์ สู่ประชาชนคนไทยทั่วไป โดยยังไม่บอกวิธีทำ

          แต่วิธีคิดน่าวิตกอกใจอย่างยิ่ง เมื่อมีผู้แนะนำแล้วปริ๊นต์เป็นแผ่นส่งมาให้อ่าน ประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่มีเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของ วธ. จะขอยกเฉพาะที่สำคัญ 2 เรื่องมาให้อ่านทั่วกัน ดังนี้

          “ถิ่นเดิมของคนเชื้อชาติไทย เชื้อชาติไทยเป็นเชื้อชาติที่สำคัญยิ่งใหญ่มาแต่โบราณและมีความเจริญรุ่งเรืองมานานรุ่นเดียวกับชาติอื่นๆ เช่น ชาติบาบิโลน นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ผู้ทำการค้นคว้าทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน และจีน ได้ศึกษาจากประวัติศาสตร์และวรรณคดีของจีน ลงความเห็นว่า หมู่ชนชาติเชื้อไทยนั้นได้ตั้งถิ่นฐานเป็นอาณาจักรถาวรในดินแดนทางภาคใต้ของจีนปัจจุบันมานานก่อนคนเชื้อชาติจีนจะเข้ามาในดินแดนที่เป็นอาณาเขตของจีนในปัจจุบันนี้

          นี่มันเป็นนิยายใช้หลอกหลอมมอมเมาพลเมืองในประเทศที่มีการศึกษาล้าหลัง และที่มีรัฐบาลทหารคลั่งชาติเท่านั้น เพราะเป็นที่รับรู้แพร่หลายทั่วไปในโลกประชาธิปไตยมานานนักหนา ว่าเชื้อชาติไม่เคยมีอยู่จริงๆ

          ถ้าเชื้อชาติไทยมีจริงตามข้อความในเว็บไซต์ของ วธ. ก็อยากรู้ว่าหน้าตามีอย่างไร? เหมือนมนุษย์ต่างดาวไหม?

          ประเด็นถิ่นเดิมของชนชาติไทยอย่างที่ยกข้อความมาข้างต้นจากเว็บไซต์ของ วธ. นี้ เคยใช้เป็นทางการมาก่อน แต่ตัดทิ้งจากตำราทางการนานมากกว่า 30 ปีมาแล้ว และบรรดานักวิชาการด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีอันเป็นที่ยอมรับนับถือกว้างขวางทั่วโลกรับรู้ข้อผิดพลาดของทางการไทย แล้วไม่ยกมาอ้างอิงทางวิชาการอีก (เว้นเสียแต่พวกอ้างตนเป็นนักวิชาการ แต่แท้จริงมีอาชีพแต่งนิทานนิยาย ปั้นน้ำเป็นตัวเท่านั้น ที่ยังยกมาหลอกขายให้หน่วยราชการและเอกชนบางพวก)

          อาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัย ในสมัยพระเจ้ารามคำแหง ได้แผ่อาณาเขตไปทางเหนือ จดเขตลานนาไทยที่เมืองลำปาง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือคลุมถึงเมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองพลั่ว (อำเภอปัวในจังหวัดน่านปัจจุบัน) และเมืองหลวงพระบางทางทิศตะวันออกถึงเมืองเวียงจันทน์และเวียงคำ ทางทิศใต้จดปลายแหลมมลายู ทิศตะวันตกถึงฝั่งมหาสมุทรอินเดียรวมเมืองฉอด เมืองหงสาวดี เมืองทวายและเมืองตะนาวศรี

          นี่มันเป็นสำนึกแบบล่าเมืองขึ้นของโลกในศตวรรษที่แล้วนี่เอง ไม่ใช่โครงสร้างทางการเมืองการปกครองในสุวรรณภูมิยุค พ.ศ. 1800 ที่มีระบบเครือญาติเป็นแกนเชื่อมโยง

          โดยเฉพาะที่โมเมยกเมฆว่าอาณาเขตกรุงสุโขทัยสมัยรามคำแหงกว้างไกลไปถึงหลวงพระบาง, เวียงจัน (สะกดตามคำลาว), เวียงคำ, หงสาวดี, ทวาย, ตะนาวศรี, จนจดปลายแหลมมลายู ไม่เคยพบพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้มาสนับสนุน

          เมื่อ วธ. เผยแพร่ข้อความอย่างนี้สู่สาธารณะ ย่อมทำให้คนในประเทศนั้น เช่น ลาว, พม่า, มาเลเซีย, สิงคโปร์ หวั่นไหวว่ารัฐบาลไทยกำลังคุกคามอดีตของเขา

          ที่ล่อแหลมอันตรายมากๆ แล้วเป็นบาดแผลลึกฉกาจฉกรรจ์ตราบจนทุกวันนี้ก็คือ รัฐไทยอ้างสมัยรามคำแหงมีอำนาจครอบครองมลายูปัตตานี ซึ่งไม่จริง

          ไฉนเว็บไซต์ วธ. เผยแพร่ประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผลทั้งๆเป็นเรื่องไม่จริง

          ยุทธศาสตร์ วธ. ข้อ 2 ที่ว่าจะส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน ฯลฯ แท้จริงคือประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผลอย่างนี้หรือ?

          ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะ“เอนจอย”กับกิจกรรม“ประวัติศาสตร์เชื้อชาติไทย” ในเว็บไซต์ของ วธ.document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);