มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2555

 

          รัฐบาลต้องเร่งรัดให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งหลาย ร่วมกันพัฒนาเมืองอู่ทอง (ที่สุพรรณบุรี) ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีและแหล่งท่องเที่ยวของไทยและของประชาคมอาเซียน

          เมื่อเร็วๆนี้นายกฯ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแหล่งท่องเที่ยว ให้เร่งรัดพัฒนาและหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ กระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ 2 ล้านล้านบาท

          รมต.วัฒนธรรม เรียกประชุมวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ แล้วมอบหมายให้จัดทำแผนส่งเสริมฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่และแหล่งเดิมแต่ละจังหวัดที่มีอยู่ให้มีศักยภาพรองรับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดยประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

          อันที่จริงแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี เช่น เมืองโบราณ, ชุมชนโบราณ, ฯลฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดประเภทหนึ่ง มีกระจายทั่วประเทศ บางจังหวัดมีมาก บางจังหวัด มีน้อย

          แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีทับซ้อนอยู่ด้วยกัน ถ้าพัฒนาอย่างยั่งยืนก็ดีไป แต่หากโลภมากโดยพัฒนาเพื่อรับนักท่องเที่ยวอย่างไม่บันยะบันยัง ก็พังพินาศย่อยยับเหมือนเมืองมรดกโลก เช่น อยุธยาเป็นพยาน ไม่มีวันกู้คืนได้ ต่อไปก็เน่า หาเงินล้านล้านไม่ได้อีก

          เมืองเชียงแสน ที่ จ. เชียงราย ใครๆ เตือนก็ไม่ฟัง เพราะรัฐบาลทักษิณลุแก่อำนาจโลภจริตไม่คิดถึงอนาคต เลยย่อยยับพับเพียบเรียบร้อยนานแล้ว

          แหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีพัฒนาให้มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยว“คลาสสิค”ได้ไม่ยาก โดยเน้นแนวทางครีเอทีฟ ทัวริสม์ (ท่องเที่ยวสร้างสรรค์) กับครีเอทีฟ ซิตี้ (เมืองสร้างสรรค์) ให้ความสำคัญการรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็เพิ่มให้มีมากขึ้น (อย่าให้ใครแอบอ้างศาสนาไปสลักพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลกไว้บนหน้าผา) พร้อมกันไปกับแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้แหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้นๆ

          เมืองอู่ทอง (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) เป็นเมืองแรกสุดของประวัติศาสตร์สยามประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าแก่ที่สุดของสุวรรณภูมิ แล้วเกี่ยวดองทั่วอุษาคเนย์ (ที่จะเป็นประชาคมอาเซียน) เกือบ 2,000 ปีมาแล้ว

          มีสามัญชนชาวบ้านเคยเขียนบอกรัฐบาลให้พัฒนารักษาเมืองอู่ทองตั้งแต่ยังไม่มี ก. วัฒนธรรม จนมี ก. วัฒนธรรม ก็ไม่เห็นเคลื่อนไหวอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ซังกะตายทำตามยถากรรมไปวันๆ จนท่านบรรหาร ศิลปอาชา กับท่านขรรค์ชัย บุนปาน อดรนทนไม่ไหว เลยช่วยกันขอแรงหน่วยงานใน จ. สุพรรณ ปรับปรุงพัฒนาเอง

          เมืองอู่ทอง คือศูนย์กลางเส้นทางคมนาคมการค้าโลกของดินแดนสุวรรณภูมิ ตามที่มีชื่อในคัมภีร์อินเดียและลังกา ราว 2,000 ปีมาแล้ว (ขอย้ำว่าสุวรรณภูมิเป็นชื่อดินแดน หมายถึงบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ของอาเซียนที่มีไทยเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ชื่ออาณาจักร ไม่ใช่ชื่อรัฐ, แคว้น)

          เมื่อแรกระดมสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ (ที่หนองงูเห่า) มีผู้บอกรัฐบาลคุณทักษิณว่าควรเจียดพื้นที่บริเวณผู้โดยสารขาเข้านานาชาติจัดนิทรรศการแสดงความเป็นมาและความหมายของชื่อสุวรรณภูมิที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมการค้าโลกทางทะเลยุคดึกดำบรรพ์ แล้วแนะนำให้ไปเที่ยวสถานที่จริงในอดีตบริเวณเมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          แต่ครั้งนั้นจนครั้งนี้ไม่มีใครใส่ใจ เพราะมันไม่มีมูลค่ามากพอจะหาเงินทอนได้ตามต้องการ

          ปลัด ก. วัฒนธรรม แจกข่าวว่ามียุทธศาสตร์ 3 ด้าน เกี่ยวกับอัตลักษณ์อาเซียน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียน และความรู้สึกของประชาคมอาเซียน ด้วยการสร้างความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของวัฒนธรรม 2. การอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน โดยส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้ถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม และ 3. ส่งเสริมการสร้างสรรค์ด้านวัฒนธรรมและส่งเสริมความร่วมมือกันในอุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรม (ที่มา มติชน ฉบับวันพฤหัสบดี 19 ก.ค. 2555 หน้า 23)

          มีผู้ปรารถนาดีเตือนปลัดว่าอย่ามัวหลงทางไปจัดกิจกรรมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอยู่เลย ลงมือทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นหลักเป็นฐานเสียทีเถอะ เริ่มที่เมืองอู่ทองนี่แหละของแท้ มีพัฒนาการราว 3,000 ปีมาแล้ว ต้นทางวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ ก่อนจะแยกเป็นบ้านเมืองต่างๆบนสุวรรณภูมิจนทุกวันนี้

          มีงานศิลปกรรมต้นแบบมากมายในมิวเซียมแห่งชาติที่อู่ทอง ตั้งแต่ยุคกรีก-โรมัน, เปอร์เซีย (อิหร่าน), อาหรับ (อิรัก), ฯลฯ เพื่อผลักดันให้เกิดพลัง“ครีเอทีฟ อีโคโนมี” และ“ครีเอทีฟ ไทยแลนด์”if (document.currentScript) {