มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 2555

 

          ลิเก มีกำเนิดในกรุงเทพฯสมัย ร.5 เป็นการแสดงแหกคอก นอกครู จากละคร

          ละคร มีก่อนลิเกนับพันๆปี เมื่อพัฒนาการเป็นมหรสพหลวงแล้ว ละครก็มีระเบียบแบบแผนขนบประเพณีพิธีกรรมเคร่งครัด ขาดเสรี  ไม่มีความเป็นธรรมชาติธรรมดา

          สมัย ร.5 รับวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว (มาตั้งแต่ ร.4) ละครปรับตัวเองเป็นตะวันตก เพื่อให้คนดูชอบ เริ่มมีโรงละครเก็บค่าดู แล้วสร้างฉากละครตื่นตาตื่นใจ เช่น ละครเจ้าคุณมหินทร์ ย่านท่าเตียน

          แต่เป็นมหรสพของเจ้านาย, กระฎุมพี, ผู้ดีมีตระกูล เพราะเก็บค่าดูแพง พวกสามัญชนพลเมืองแม่ค้าไม่มีฐานะจะเสียค่าดูได้ ถึงดูได้ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ เพราะเป็นมหรสพชั้นสูง ภาษาชั้นสูง

          ลิเก เป็นการแสดงอย่างลูกผสม คือรวมเข้าด้วยกันจากบรรดาการละเล่นหลายๆอย่างที่มีในยุคนั้นของสามัญชนชาวสยาม กับที่รับจากนานาชาติ โดยเฉพาะมุสลิมปัตตานี แล้วแสดงแหกคอกนอกครู หรือจะเรียก“ขบถ”จากละครก็ได้ ไม่มีแบบแผนตายตัวเหมือนละคร แต่ปรับเปลี่ยนให้คนดูชอบโดยขับเคลื่อนเลื่อนไหลไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการเมือง

          ดังนั้น อย่าดัดจริต คิดว่าลิเกเป็นการแสดงของไทยแท้ แล้วจะแช่แข็งเหมือนความเป็นไทยอย่างอื่น

          พระยาเพชรปาณี (ตรี) ผู้ก่อตั้งวิกลิเกแห่งแรกของไทย อยู่ชานกำแพงเมืองป้อมมหากาฬ หน้าวัดราชนัดดา ทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เสด็จทอดพระเนตรลิเก เมื่อแรกมีราว พ.ศ. 2440 ว่า

          “คนที่ชอบดูยี่เกไม่เอาใจใส่ในการขับร้องฟ้อนรำ หรือเพลงปี่พาทย์ ชอบแต่ 3 อย่าง คือ ให้แต่งตัวสวยให้เล่นขบขันเล่นให้เร็วทันใจถ้าฝืนความนิยม คนก็ไม่ดู”

          ฉะนั้นใครที่ชอบเอาแบบแผนโดยอ้างโน่นอ้างนี่ ต้องอย่างโน้นต้องอย่างนี้ มาครอบงำแช่แข็งลิเก เท่ากับไม่รู้จักไม่เข้าใจกำเนิดลิเกจากแหกคอกนอกครู ลิเกจึงไม่ต้องการคอกและครูที่ไหนอีกนอกจากคนดู

          ลิเกคนไหน? คณะไหน? อยากเล่นยังไง ให้เล่นได้ตามใจชอบ กรุณาอย่ายกตนว่าของตัวเองถูกต้อง ของคนโน้นคนนี้ไม่ถูกต้อง นั่นประสาทเสีย

          สมเด็จฯ ตรัสถามพระยาเพชรว่า“เหตุไฉนจึงคิดทำเครื่องเล่นยี่เกหรูหรานอกรีตต่างๆ เช่น ใส่ปันจุเหร็จยอด ใส่สังวาลแพรสายตะพาย และโบว์แพรที่บ่า เป็นต้น”

          พระยาเพชร ทูลอธิบายว่า “แต่งอย่างนั้น ผู้หญิงเห็นว่าสวย มักติดใจ ชอบไปดู มีผู้หญิงไปดูมาก พวกผู้ชายก็มักพากันไปดูพวกผู้หญิงจึงต้องคิดแต่งตัวยี่เกไปทางอย่างนั้น” เพื่อให้มีคนชอบไปดูยี่เกมากๆ

          ผู้เชี่ยวชาญวิชาการลิเก อย่าง ศ. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ บอกว่าเครื่องแต่งตัวลิเกสมัย ร.5 ตัวพระเลียนแบบชุดข้าราชการยุคนั้น คือ มีสายสะพาย ติดอินทรธนู ติดพู่จอมพลเรือ ส่วนตัวนางระยะแรกสวมเสื้อแขนหมูแฮม ห่มสะไบ นุ่งผ้ายกทองจีบหน้านาง ต่อมาใช้สังวาลอย่างตัวพระ ติดผีเสื้อเพชรเทียมที่โบ

          บางทีตัวนางแต่งฝรั่งอย่างแหม่ม คือสวมกระโปรงสุ่มไก่ แต่งชุดราตรียาวก็มี แต่ ที่สำคัญมากคือลิเกต้องใส่ถุงน่องสีขาวแบบฝรั่งเล่นกีฬายุคนั้น เพราะเป็นยุคฝรั่งแรกเข้ามาคับคั่ง เป็นสมัยนิยมฝรั่งเต็มที่ แต่งตามฝรั่งแล้วดูดี ทันสมัย เปิ๊ดสะก๊าด

          ลิเกไม่ใช่วัฒนธรรมหลวง แต่อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมราษฎร์ เคยถูกเหยียดเป็นการแสดงแม่ค้าตลาดสด เพราะไม่มีคนจ้างไปแสดงก็เล่นเองกลางตลาดสดขอบริจาคเงินคนดูที่มีหร็อมแหร็ม

          ผมเพิ่งอ่าน“คิด” นิตยสารแจกฟรี ของ TCDC เลยไม่แน่ใจว่าสมัยนี้จะเรียกได้ไหม? ว่าลิเกเป็น“สตรีท คัลเจอร์” หรือวัฒนธรรมริมทางข้างถนน ที่กำลังแสวงหาช่องทางสร้างมูลค่าในโลกทุนนิยมdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);