มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2555

 

          คนไทยจำนวนไม่น้อยมีอาการละล้าละลังโลเล เพราะอยากมุ่งหน้าไปสู่ความเป็นสากล แต่กังวลจะถูกหาว่าเสียความเป็นไทย

          ยิ่งกรณีเข้าสู่ประชาคมอาเซียนยิ่งออกอาการมาก เพราะประเทศในอาเซียนทั้ง 9 เข้าสู่สากลนานแล้ว โดยใช้เลขอารบิคและใช้ปีคริสต์ศักราช ไม่เว้นแม้ที่เป็นพุทธเถรวาทด้วยกันอย่าง พม่า, ลาว, กัมพูชา แต่ไทยยังต้องรักษาความเป็นไทยด้วยเลขไทยและพุทธศักราช

          มหาวิทยาลัยไทยต้องการก้าวไปข้างหน้าสู่ความเป็นสากล และเปิดรับประชาคมอาเซียน บรรณาธิการวารสารทางวิชาการของสถาบันแห่งหนึ่ง ก็ต้องการอย่างนั้น(ขอบพระคุณผู้มีจิตเมตตากรุณาซื้อหามาฝากให้อ่าน มิฉะนั้นก็ไม่ได้อ่าน แล้วโง่ดักดานอีกนาน) จึงมีนโยบายดังนี้

          1. ยินดีลงพิมพ์บทความวิชาการ โดยเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้

          2. บทความภาษาไทย ใช้เลขไทยและใช้ปีพุทธศักราช (พ.ศ.)

          3. บทความภาษาอังกฤษ ใช้เลขอารบิคและใช้ปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.)

          วารสารทางวิชาการลงพิมพ์บทความวิชาการ โดยไม่จำกัดต้องเป็นไทยอย่างเดียว จะเขียนเป็นไทยหรืออังกฤษก็ได้ ถือเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องดี ซึ่งมีมานานแล้วในหลายสถาบัน แม้ไม่ใช่วารสารทางวิชาการ ก็เคยมีลงพิมพ์ข้อเขียนที่ใครจะเขียนไทยก็ได้ อังกฤษก็ดี

          ดังนั้น ยิ่งเป็นวารสารทางวิชาการ ยิ่งถือเป็นเรื่องดี และควรยกย่องบรรณาธิการที่ลงพิมพ์บทความทั้งไทยทั้งอังกฤษ

          แต่จะดีมากยิ่งขึ้นถ้าบรรณาธิการจะจัดให้มีบทคัดย่อ หรือสรุปความ หรือ summary ของแต่ละบทความเป็นอีกภาษาหนึ่งไว้ด้วย ดังนี้

          บทความไทย มี summary เป็นอังกฤษ ขณะเดียวกันบทความอังกฤษมีบทคัดย่อสรุปความเป็นไทย

          แต่กรณีตัวเลขและศักราช ผมเคยเขียนมาก่อนนานแล้วว่าถึงเวลาที่ไทยต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เป็นสากล โดยใช้ ค.ศ. แทน พ.ศ.

          อันที่จริงคนเขียนบทความอังกฤษ ใช้เลขอารบิคและ ค.ศ. อยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครอุตริเขียนอังกฤษแล้วใช้เลขไทยและ พ.ศ.

          มีแต่คนเขียนบทความไทยจำนวนไม่มากนักที่ใช้เลขอารบิคและ ค.ศ. เพราะส่วนมากเขียนเลขไทยกับ พ.ศ. ซึ่งคนพวกนี้ควรแก้ไขดัดแปลงต่อไปข้างหน้าหรือไม่? ต้องไตร่ตรองเอง

          บรรณาธิการวารสารทางวิชาการแถลงว่าจะใช้เลขไทย (ที่จริงเป็นเลขเขมร) และ พ.ศ. ในบทความภาษาไทย แต่จะใช้เลขอารบิคและ ค.ศ. ในบทความภาษาอังกฤษ

          อย่างนี้แสดงออกซึ่งอาการหัวมังกุท้ายมังกร, คาบลูกคาบดอก, ละล้าละลัง, ลังเล, โลเล, ลักลั่น, ฯลฯ เพราะกลัวถูกหาว่าไม่เป็นไทย ทั้งๆอยากไปสู่สากลใจจะขาด

          คงเป็นหนังสือตลกมากๆ ที่ในเล่มเดียวกัน แต่ให้คนอ่านต้องปรับสมองเรื่อง พ.ศ. กับ ค.ศ. และมีทั้งเลขไทย (ของเขมร) กับเลขอารบิค

          เรื่องนี้ผมเห็นว่าควรมุ่งสู่สากล โดยไม่ต้องกังวลความเป็นไทย เพราะไม่มีวันตกหล่นเสียหายไปไหน แต่กลับจะเติบโตสู่ความทันสมัย อย่างมีสมอง โดยใช้เลขอารบิคและปี ค.ศ. ทั้งเล่มไปเลย

          เริ่มต้นปรับเปลี่ยนอย่างประนีประนอมกับพวกอนุรักษนิยม ด้วยการใช้เลขอารบิคหมดทั้งเล่ม แล้วใช้ พ.ศ. เลขอารบิค เฉพาะคนเขียนภาษาไทยที่ใช้ พ.ศ. (มีคนเขียนบทความวิชาการภาษาไทยไม่น้อยที่ปรับเปลี่ยนใช้ ค.ศ. แล้ว)

          มีนักวิชาการบางคน เช่น อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จะใช้ พ.ศ. แต่มี ค.ศ. กำกับด้วยพร้อมกัน ดังตัวอย่างมีว่า

          การเปลี่ยนชื่อประเทศ “จากสยามเป็นไทย” นั้นเปลี่ยนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482/1939 ในสมัยของรัฐบาลชุดแรกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (2482-2487/1939-1944) ซึ่งจะตรงกับสมัยของสงครามโลกครั้งที่ 2”

          อ่านแล้วไม่เห็นจะเสียความเป็นไทยตรงไหน?

          ถ้าจะมีเสียบ้าง คือ “เสียเวลา” ที่ผู้เขียนต้องคำนวณ พ.ศ. เป็น ค.ศ. เท่านั้น แต่เรื่องอย่างนี้เมื่อใช้นานๆไปก็คุ้นแล้วเขียนคล่องเอง

          ถ้าไม่อยากเสียเวลาก็ให้ใช้ ค.ศ. หมดเลย สะดวกสบายดี ไม่ต้องใช้ พ.ศ. แล้วไม่ต้องกังวลจะเสียความเป็นไทย เพราะไม่เสีย มีแต่ได้ความเป็นไทยแบบใหม่ที่ไม่ฝืนโกหกตัวเองif (document.currentScript) { } else {