มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2555

 

          กลอนเพลงชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปในตระกูลไทย-ลาว ส่งต่อให้ราชสำนักยุคโบราณไปพัฒนาเป็นเพลงยาวชาววัง

          แต่เดิมกลอนเพลงมีขนาดสั้นๆ 3 วรรค, 4 วรรค, 8 วรรค เมื่อแต่งยาวกว่านั้นเลยเรียก“เพลงยาว”

          อ. ล้อม เพ็งแก้ว นักปราชญ์สามัญชนชาวสยาม อยู่เมืองเพชรบุรี เขียนเรื่อง“นักเลงฟังเพลงยาว” (ลงพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกสัปดาห์สุนทรภู่ 2555 จ. เพชรบุรี)

          แล้วผมยกสาระสำคัญมาเขียนตรงนี้ (เมื่อ พุธ 4 ก.ค. 2555) สรุปว่าสุนทรภู่เป็นนักเลงแต่งเพลงยาวผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสยามประเทศไทย แต่ไม่ใช่งานแต่งจดหมายรักเป็นกลอนเกี้ยวผู้หญิง หากเป็นงานแต่งนิราศและนิทาน เช่น พระอภัยมณี ก็นับเป็นเพลงยาว

          หลังพิมพ์เผยแพร่แล้ว อ. ล้อม เขียนมาบอกว่า “ข้อเขียนเรื่องนักเลงฟังเพลงยาวไม่สมประกอบ เพราะ บ.ก. ทำต้นฉบับหายไป 1 หน้า พิมพ์เพียง หน้า 1 แล้วต่อด้วยหน้า 3 ขาดหน้า 2 หนึ่งหน้าเต็มๆ จึงส่งต้นฉบับทั้ง 3 หน้ามาให้อ่าน”

          ผมขอคัดอย่างสรุปรวบรัดคำอธิบายเพิ่มเติมของ อ. ล้อม มาดังนี้

          “เพลงยาว” ในสมัยท่านสุนทรภู่ ในความรับรู้ไม่ตรงกับคำ “เพลงยาว” ในทุกวันนี้

          วรรณกรรมนิราศคำกลอนเรื่องแรกครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ นิราศเพชรบุรี ของหม่อมภิมเสน เรียกว่า“เพลงยาวหม่อมภิมเสน” และนิราศท่าดินแดง พระราชนิพนธ์ (ร.1) ก็เรียก“เพลงยาวรบพม่าท่าดินแดง” ซึ่งได้เห็นร่องรอยความหมายของคำ“เพลงยาว” ในยุคสมัยใกล้สุนทรภู่

          “เพลงยาว” มี 2 ความหมาย ผมอธิบายไว้คราวก่อนแล้วว่า

          อย่างแคบ หมายถึง จดหมายรักที่แต่งเป็นกลอนเพลงอย่างยาว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยทรงอธิบายว่าเริ่มใช้กลอนเพลงแต่งเป็น “เพลงยาวสังวาส” เมื่อปลายยุคอยุธยา

          อย่างกว้าง หมายถึง ลักษณะกลอนอย่างหนึ่ง นิยมขึ้นต้นด้วยบทวรรครับ (วรรคที่สอง) ลงท้ายด้วย“เอย” เป็นแบบแผนเก่าแก่ดั้งเดิม มีหลักฐานเก่าสุดคือเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา (คล้าย“บัตรสนเท่ห์”ทางการเมือง)แต่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แล้วสุนทรภู่นิยมใช้กลอนเพลงยาวแต่งเรื่องต่างๆ เช่น นิราศ, นิทาน, ฯลฯ

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงมีพระนิพนธ์(อยู่ในประวัติสุนทรภู่)ว่า กลอนสุภาพของสุนทรภู่ คือกลอนเพลงยาว

          ทำไมเรียก“เพลง”? ในชื่อกลอนเพลงยาว

          เพลงเป็นคำเขมร แล้วไทยยืมมาใช้ใน 2 ความหมาย คือ หมายถึงทำนองดนตรีอย่างหนึ่ง กับคำร้องอีกอย่างหนึ่ง

          ฉันทลักษณ์ที่เรียกทุกวันนี้ว่ากลอน มีต้นทางจากคำขับลำนำหรือคำร้อง ที่เรียกเพลง (คนขับคำกลอน หรือร้องคำกลอน เรียกแม่เพลง หรือพ่อเพลง) หากมีทำนองคลอไปด้วย มักเรียกเพลงดนตรี สุนทรภู่ก็เรียก“เพลงดนตรี”ในพระอภัยมณีว่า “แต่ใจพี่นี้รักทางนักเลง หมายว่าเพลงดนตรีนี้ดีจริง”

          “กลอนเพลง” คือวลีคล้องจองส่งสัมผัสท้ายวรรค เช่น เพลงฉ่อย, เพลงโคราช, เพลงเกี่ยวข้าว, เพลงสงฟาง, เพลงเต้นกำรำเคียว ฯลฯ จนกระทั่งพัฒนาเป็นกลอนบทละครและกลอนตลาด หรือกลอนแปด (โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524 หน้า 161-174) (นอกจากนั้นยังมีกลอนเซิ้ง คือร่าย, และกลอนลำ คือโคลง)

          ตัวอย่างกลอนเพลงจากวลีคล้องจองในภาษาประจำวันในจำนวนหลายบท ที่จิตรยกมา จะเห็นว่าขนาดสั้นๆ คือ

          ๏ เสียทองเท่าหัว

          ไม่ยอมเสียผัว            ให้ใคร

          นี่เป็นร่องรอยเก่าของกลอนที่ขึ้นต้นด้วยบทวรรครับหรือวรรคที่สอง ว่า “เสียทองเท่าหัว”

          กลอนชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปอย่างนี้ ต่อมาชาววังรับไปแต่งคำขับลำนำเพลงดนตรี เช่น ดอกสร้อย, สักวา, บทมโหรี, แล้วยาวขึ้นเป็นบทเสภา, บทละคร ฯลฯ เลยเรียกเพลงยาว

          ทำนองกับคำร้องเพลงดนตรี ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป ถึงจะเข้าใจแจ่มแจ้ง

          แต่สถาบันการศึกษาของไทยที่คลุ้มคลั่ง“ความเป็นไทยแบบฝรั่ง” จับแยกกันให้ต่างคนต่างอยู่ ต่างครูต่างสอน เป็นภาษาไทยอย่างหนึ่ง กับดนตรีไทยอีกอย่างหนึ่ง เลยพากันขาดๆ เกินๆ จนทุกวันนี้d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);