มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2555

 

         “การทำอิฐมันเป็นอาชีพ ไม่ใช่กิจการงานของพระสงฆ์แต่อย่างใด เป็นงานหนัก—เป็นอาชีพของฆราวาส” คุณวีระวัฒน์ วงศ์ศุปไทย (อ. สามโคก จ. ปทุมธานี) เขียนมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ผมเคยเขียนไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่าช่วงสงกรานต์คนแต่ก่อนขนทรายเข้าวัดไว้ให้พระสงฆ์ใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐไว้ก่อสร้างในวัด

         เมื่อวานผมคัดคำอธิบายของ อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (ม. ศิลปากร) ลงพิมพ์ไปแล้ว ว่าใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐและทำอื่นๆในวัดด้วย

         วันนี้จะขอสรุปคำอธิบายของ อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (ม. มหิดล) มาลงไว้ให้อ่านอีก ว่าพระสงฆ์สมัยก่อนไม่ได้ทำอิฐเป็นอาชีพเหมือนฆราวาสสมัยนี้ ซึ่งผลิตเพื่อขายป้อนตลาดที่มีความต้องการใช้ก่อสร้างปริมาณมากๆตลอดปี บางปีถึงกับขาดตลาดไม่พอขายด้วยซ้ำ

         พระสงฆ์สมัยก่อนทำอิฐเพื่อก่อสร้างเสนาสนะทีละหลังในวัด แล้วหลังเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตเป็นอาคารหลายชั้น หรือตึกแถวยาวนับสิบๆห้องอย่างสมัยทุนนิยมนี้ ฉะนั้นจะเอาอุตสาหกรรมทำอิฐสมัยนี้ไปเทียบสมัยก่อนไม่ได้

         อ. ศิริพจน์ เห็นว่าขนทรายเข้าวัดเพื่อให้พระสงฆ์ใช้ทำอิฐ และปรับฐานรากอาคารที่จะก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้ทรายอัดแน่น เมื่อมีเทศกาลก็ใช้ปั้นเมฆ ปั้นเจดีย์ ปั้นอะไรต่อมิอะไรไปด้วยตามแต่จะตกลงกันในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ

         พร้อมกันนี้ คุณวีระวัฒน์ เขียนสารคดีเรื่องประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายพร้อมรูปประกอบขาว/ดำ ส่งมาให้ผมอ่านด้วย ขอบพระคุณอย่างสูงที่กรุณา

         ผมไม่มีปัญญาหาที่ลงพิมพ์เผยแพร่ทั้งหมดได้ แต่ชอบใจข้อความพรรณนาชาวบ้านเมืองปทุมฯพายเรือหาแหล่งทราย จะยกมาลงพิมพ์เผยแพร่ไว้ต่อไปนี้

         “ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายของราษฎร์ในวันสงกรานต์ตามความเชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธคุณอันเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยเฉพาะวัดซึ่งก่อตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดปทุมธานีมีประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายอยู่หลายวัด

         เช่น วัดกร่าง วัดเชิงท่า วัดสุราษฎร์รังสรรค์ วัดสามัคคิยาราม วัดป่างิ้ว วัดบางเตยนอก วัดบางเตยกลาง วัดบางเตยใน วัดสิงห์ วัดแจ้ง วัดไก่เตี้ย วัดสามโคก วัดสะแก วัดบัวหลวง วัดสำแล วัดหงส์ วัดโบสถ์ วัดโคก วัดมะขาม วัดน้ำวน วัดบางเดื่อ วัดบางหลวง วัดเทียนถวาย เป็นต้น

         ผู้ที่จะมาร่วมก่อพระเจดีย์ทราย ขนทรายเข้าวัดจะมีบ้านเรือนตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหรือในลำคลองจะนำ “เรือมาด” ซึ่งเป็นเรือขุดมีขนาดใหญ่ร่วมกันเป็น คณะ 8-10 ลำขึ้นไปในยุคแรกไม่มีเครื่องจักรก็ใช้พายใช้แจวกันไปลงเรือไปลำละ 4-6 คน ไปตามแหล่งทรายในลำดับเจ้าพระยา

         ในเขตอำเภอสามโคกมีแหล่งงมทรายอยู่ที่คุ้งน้ำกว้างใหญ่ เรียกว่า “คุ้งบ้านถั่ว” มีหาดทรายกลางแม่น้ำและอีกแห่งเหนือเขตสามโคก เรียกว่า “ลานเท” เป็นช่วงที่กว้างที่สุดของลำน้ำเจ้าพระยา มีหาดทรายริมสองฟากฝั่ง

         เมื่อคณะเรืองมทรายถึงที่แล้วจอดเรือใช้ท่อปักยึดเรือคนในเรือเตรียมบุ้งกี๋หรือกระป๋องตักน้ำโดดลงน้ำดำลงไปโกยตักทรายใต้ท้องน้ำ หรือจะโกยทรายตามหาดริมฝั่งส่งให้คนที่อยู่บนเรือเททรายกองไว้กลางลำเรือจนได้ตามต้องการ แล้วช่วยกันก่อเป็นพระเจดีย์ทรายกลางลำเรือใช้ดอกไม้ธงทิวริ้วประดับตกแต่งให้สวยงามแล้วพายเรือกลับวัดตีกลองร้องเพลงกันสนุกสนานไปตลอดทาง

         จนถึงวัดจึงช่วยกันขนทรายขึ้นจากลำเรือมาก่อเป็นพระเจดีย์ทรายที่ลานหน้าวัดหรือหน้าโบสถ์ ก่อตามรูปแบบเจดีย์ที่มีอยู่ในวัดหรือเจดีย์ที่เคยพบเห็น เช่น พระปฐมเจดีย์ พระสมุทรเจดีย์ เจดีย์แบบรามัญ ก่อเสร็จแล้วก็ตกแต่งด้วยธงทิวประดับประดาสวยงาม

         ในยุคสมัยปัจจุบันไม่ต้องพายเรือไปงมทรายแล้ว ใช้บอกบุญเรี่ยรายเงินก่อพระเจดีย์ทรายในวันทำบุญแล้วไปสั่งซื้อทรายให้ขนทรายมากองถึงวัด

         คำบอกเล่าอย่างนี้เป็นประวัติศาสตร์สังคมของท้องถิ่นปทุมฯที่สำคัญมาก ซึ่งควรมีมิวเซียมดีๆจัดแสดงไว้ที่เมืองปทุมฯ

         แต่ไม่มีd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);