มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2555

 

          อู่ทองเป็นเมืองแรกสุดของประวัติศาสตร์สยามประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าแก่ที่สุดของสุวรรณภูมิ

          พยานหลักฐานทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นของจริง พบอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองนอกเมืองและอาณาบริเวณใกล้เคียง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          แต่คนทั่วไปไม่มีใครรู้จัก เพราะรัฐไม่ใส่ใจของจริง เรื่องจริง

          ตรงข้ามรัฐมัวแต่โฆษณาเรื่องที่ไม่มีหลักฐาน เช่น สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย, พระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์แห่งแรกของสยาม

          เมืองอู่ทอง เป็นพยานหลักฐานชัดเจนมาก ว่ารัฐฝ่ายเดียวทำงานดูแลรักษาเมืองโบราณให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีของสังคมไทยไม่สำเร็จ

          ส่วนที่รัฐทำสำเร็จคือแช่แข็งความเป็นเมืองโบราณ แล้วแขวนขึ้นหิ้งไว้ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการชูคาถาว่าเพื่อ“อนุรักษ์” โดยไม่แบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้อย่างง่ายๆให้เข้าถึงสาธารณชน เพื่อคนทั่วไปร่วมมือรัฐ

          เมืองอู่ทองมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1000 แล้วหมดความสำคัญลงไปราวหลัง พ.ศ. 2000 กลายเป็นชุมชนบ้านเมืองขนาดเล็กอยู่ในป่าดงห่างไกลจากราชธานี

          รัฐโดยกรมศิลปากร เริ่มทำงานดูแลรักษาอนุรักษ์เมืองอู่ทองโดยคร่าวๆตั้งแต่เรือน พ.ศ. 2500 แล้วเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ให้ประชาชนเข้าชม พ.ศ. 2509 เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะตามแบบยุโรปยุคล่าเมืองขึ้น จัดแสดงโบราณศิลปวัตถุสำหรับนักปราชญ์เข้าชื่นชมเท่านั้น โดยไม่ทำเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อบอกความเป็นมาของเมืองอู่ทอง และไม่เอื้อต่อชาวบ้านให้มีสำนึกรักท้องถิ่น

          อีก 30 กว่าปีต่อมา เริ่มสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ที่ตัวจังหวัด เมื่อ พ.ศ. 2538 แล้วเปิดให้คนเข้าชมเมื่อ พ.ศ. 2546 เพราะมีถนนสายใหม่จากกรุงเทพฯ, บางบัวทอง-สุพรรณ

          เท่ากับทิ้งร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ที่ไม่ค่อยมีคนเข้าชมอยู่แล้ว ให้ยิ่งน้อยลงอีกจนไม่มีเลย แม้ไม่ปิดพิพิธภัณฑ์ ก็เหมือนไม่เปิด ส่งผลให้เมืองอู่ทองถูกลืมจากรัฐไทย

          โบราณสถานถูกทำลายไม่เว้น แม้คูน้ำคันดินก็ไม่มีใครดูแลรักษา ปล่อยเสื่อมโทรมอุดตันตามยถากรรมจนใกล้สิ้นสภาพเมืองแรกสุดของประวัติศาสตร์สยามประเทศไทย และศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าสุดของสุวรรณภูมิ เพราะคนท้องถิ่นและคนในไทยไม่รู้จักและไม่เข้าใจความสำคัญและความเป็นมา อันมีเหตุจากรัฐไม่เคยแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้นั้น

          แม้จะอ้างว่าทำแล้ว แต่รัฐไม่เคยประเมินผล จึงไม่รู้ว่าที่ทำแล้วนั้นไม่ได้ผลเพราะสื่อสารด้วยภาษา“ข้าราชวิชาการ” ที่สามัญชนคนทั่วไปเข้าไม่ถึง

          ราวหลัง พ.ศ. 2550 ท่านบรรหาร ศิลปอาชา กับท่านขรรค์ชัย บุนปาน เห็นว่าขืนปล่อยเมืองอู่ทองไปตามยถากรรมย่อมเสียหายมหาศาล เลยสนับสนุนให้ผู้ว่าฯ, นายอำเภอ, และหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกันขุดลอกคูเมืองอู่ทอง แล้วชักน้ำชลประทานเข้าเลี้ยงคูเมืองให้มีน้ำขังและเปลี่ยนถ่ายได้

          ขณะเดียวกันก็ให้มีแผนแม่บทพัฒนาทั้งอำเภอ แล้วให้หน่วยงานรับผิดชอบวางแผนดูแลรักษาโบราณสถานอย่างถูกต้อง โดยให้มี“สถาบันสุวรรณภูมิศึกษา” (ไม่ใช่สถาบันทางวิชาการ แต่มีลักษณะกึ่งวิชาการ) ทำหน้าที่แบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ด้วยสำนวนภาษาง่ายๆเข้าถึงชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปทั้งในอู่ทองและทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ

          แต่รัฐมีระบบราชการแช่แข็งเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโดดเดี่ยวตัวเอง จึงชำนาญแต่ภาษา“ข้าราชวิชาการ”ที่ชาวบ้านไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง แล้วเข้าไม่ถึง ขณะเดียวกันก็ไม่พร้อมจะโน้มตัวลงหาสาธารณชน

          ผลคือเมืองอู่ทองพัฒนาทางกายภาพด้านเดียวด้วยแรงผลักดันของภาคเอกชนอย่างท่านบรรหารกับท่านขรรค์ชัย แต่ด้านความรู้ความเข้าใจรัฐทำเองไม่ได้ผล

          องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) กำลังลงมือจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง และที่อื่นๆ

          ต้องเริ่มด้วยแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้อย่างง่ายๆและสม่ำเสมอ ให้คนท้องถิ่นในพื้นที่นั้นๆก่อน เพราะทุกแห่งล้วนถูกละเลยจากรัฐในเรื่องเหล่านี้

          หากไม่ให้ความสำคัญแบ่งปันความรู้ ทุกอย่างจะเหมือนเดิมที่รัฐเคยทำกับเมืองอู่ทองมามากกว่า 50 ปี แล้วไม่สำเร็จ

          สถาบันการศึกษาที่ผลิต“นัก”ต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โบราณคดี ควรพิจารณาทบทวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องการแก้ปัญหาที่มีจริงด้วย ถึงจะดีจริง