มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม 2555

 

          “ลำตัด” มีความเป็นมาคู่กับ“ลิเก” เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 มีพัฒนาการจากพิธีกรรมของแขกมลายูปัตตานี คนเล่นลิเกเป็นใครก็ได้ แต่คนเล่นลำตัดมักเป็นมุสลิม ทั้งๆไม่มีกฎเกณฑ์กำหนด

          ต้นเค้าของลำตัดกับลิเกมาจากดิเกร์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อสวดสรรเสริญพระอัลเลาะห์ของชาวมลายูมุสลิมที่ถูกกวาดต้อนขึ้นไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัย ร.1 และ ร.3 จากบ้านเมืองทางภาคใต้ของไทย เช่น เมืองปัตตานี และเมืองใกล้เคียง

          คนกรุงเทพฯ ยุคนั้นพากันเข้าใจเอาเองว่าพิธีดิเกร์เป็น สวดแขก แล้วเรียกคำมลายูดิเกร์เพี้ยนไปว่า “จิเก” บ้าง “ยี่เก” บ้าง ตามถนัดปาก ต่อมากำหนดให้เรียกเป็นทางการว่า ลิเก แล้วเรียกพิธีอย่างนี้ด้วยปากคนกรุงเทพฯ ว่า ลิเกสวดแขก

          มีผู้บันทึกเล่าว่าลิเกสวดแขก มีพวกแขกมุสลิมหลายคนนั่งล้อมเป็นวง แต่ละคนมีเครื่องดนตรีคนละอย่าง คือ กลองรำมะนามีหลายใบ และเครื่องจังหวะมีโหม่ง, กรับ, ฯลฯ แล้วตีประโคมโหมโรงพร้อมกัน จากนั้นมีต้นบทคนหนึ่งร้องนำเป็นคำมลายู ร้องวรรคหนึ่ง ก็หยุดให้ลูกคู่ร้องทวนซ้ำพร้อมกัน แล้วตีประโคมกลองรำมะนาและเครื่องจังหวะไปด้วย

          นานไปลิเกสวดแขกก็เป็นลิเกลำตัด เมื่อมีชาวมลายูมุสลิมกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพฯปรับปรุงลิเกสวดแขกภาษามลายูเป็นภาษาไทย แล้วเลือกขับลำอันเป็นที่นิยมเล่นในยุคนั้นมาผสมใช้งาน  โดยไม่เอาทำนองทั้งหมด แต่ตัดสั้นๆเฉพาะที่สนุกสนาน เลยเรียกลิเกลำตัด นานเข้าก็กร่อนเหลือแค่ลำตัด สืบมาจนทุกวันนี้ (การละเล่นของไทย โดย มนตรี ตราโมท กรมศิลปากรพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2479) เช่น ลำตัดคณะหวังเต๊ะ (ที่ครูใหญ่หัวหน้าคณะชื่อจริง “หวังดี นิมา” เพิ่งถึงแก่กรรมเมื่อเร็วๆนี้ และที่ผมเขียนมานี้ก็เพื่อน้อมคารวะ)

          ลิเกสวดแขกกลุ่มหนึ่งปรับเป็นลำตัด ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งพัฒนาแยกเป็นลิเกออกภาษา  แสดงชุดของชาติภาษาต่างๆ แต่กำหนดว่าต้องเริ่มด้วยชุดภาษาแขก เรียกแขกรดน้ำมนต์  แล้วถึงตามด้วยชุดภาษาอื่นๆที่ต้องการให้ตลกขบขันสนุกสนาน

          ลิเกออกภาษา  มีตัวแสดงแต่งกายตามภาษานั้นๆ โดยผู้แสดงร้องเองเป็นคำไทยแต่ดัดเป็นสำเนียงภาษานั้นๆ แล้วทำท่าทางประกอบ ส่วนคนตีกลองรำมะนาและเครื่องจังหวะที่นั่งล้อมวงก็ร้องรับพร้อมกันเป็นลูกคู่

          เมื่อหมดกระบวนชุดหนึ่งผู้แสดงเข้าฉาก พวกตีรำมะนาก็พากันประโคมต่างๆอย่างลำตัดสั้นๆ สลับรอผู้เล่นแต่งชุดภาษาใหม่ออกมาเล่นต่อไป ด้วยสำเนียงและเครื่องแต่งตัวสมมติเป็นภาษานั้นๆ เช่น มอญ, ลาว, จีน, เขมร, ฯลฯ (เป็นต้นแบบเพลงสิบสองภาษาสืบมาจนปัจจุบัน)

          ต่อมาพวกวงปี่พาทย์กับพวกสวดคฤหัสถ์ที่เล่นประโคมงานศพ เห็นว่าลิเกออกภาษาของพวกแขกมุสลิมสนุกสนาน เลยเอาไปดัดแปลงเล่นเข้าวงปี่พาทย์บรรเลงรับแทนตีรำมะนา ครั้นนานเข้าก็ให้แต่งตัวฉูดฉาดมากกว่าเดิม แล้วเรียกลิเกลูกบท

          ครั้นนานไปก็รัดเครื่องเลียนแบบละครนอกทั้งเครื่องแต่งตัวและลีลาร้องรำ แต่ต้องทำให้เพี้ยนจากละครของหลวง (เพราะมีข้อห้ามทำเลียนแบบเหมือนของจริง ใครขืนทำก็ผิด ต้องติดคุกตะราง) แล้วเรียกลิเกทรงเครื่อง

          ส่วนชุดแขกรดน้ำมนต์ที่เป็นชุดแรกในลิเกออกภาษา ก็ปรับเปลี่ยนเป็น “ออกแขก”  เชิงสัญลักษณ์ว่ามีต้นเค้าจากดิเกร์ของแขกมลายูมุสลิม

          ลิเกก่อนแสดงทุกวันนี้จึงต้องมีออกแขกด้วยทำนองแขกซัมเซ (บางทีเรียกแขกบุรันยะวา คำร้องมีต่างๆออกไป ขึ้นอยู่กับกาละเทศะที่แสดง เช่น ยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ ลิเกบางคณะออกแขกต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามคำขอร้องแกมบังคับของรัฐบาลสมัยนั้น)

          เมื่อลำตัดกับลิเกแยกกันเด็ดขาดแล้ว โดยลำตัดใช้กลองรำมะนาตีรับเหมือนเดิม ส่วนลิเกมีปี่พาทย์ประโคมรับ(อย่างละคร) ลิเกไม่เอาลำตัดเข้ามาปน แต่ลำตัดเอาลิเกไปเล่นสลับได้ โดยเลียนแบบอย่างลัดๆ ตัดๆ สนุกสนาน

          ผู้ที่ทำลิเกแทรกลำตัดได้แนบเนียนในยุคนี้ คือ ครูใหญ่ลำตัดอย่างหวังเต๊ะเท่านั้น ผมไม่เคยดูคนอื่นเอามาเล่นได้ดีเท่า