มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2555

 

          รัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้ย้ายสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.)ก. วัฒนธรรม ไปอยู่สถานที่ใหม่ อ. ศาลายา จ. นครปฐม ติดกับ ม. มหิดล ศาลายา และหอภาพยนตร์แห่งชาติ ศาลายา

          เพราะที่เดิมบริเวณวังหน้าคับคั่งและคับแคบ ขยับขยายอีกไม่ได้เนื่องจากถูกขนาบด้วย ม. ธรรมศาสตร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, โรงละครแห่งชาติ, สะพานปิ่นเกล้า, แม่น้ำเจ้าพระยา, ฯลฯ

          ที่ให้ สบศ. ย้ายไปที่ใหม่ ก็ไม่ใช่ย้ายทันทีทันใดในปีเดียว แต่ทยอยย้ายหลายปี ตามแต่ สบศ. จะกำหนดเอง

          ปัญหาอยู่ที่ผู้บริหาร สบศ. คนก่อน นอกจากไม่ยอมทยอยย้าย ไม่ยอมกำหนดว่าจะย้ายทั้งหมดในเวลากี่ปีแล้ว ยังของบฯปรับปรุงที่เดิมอยู่เรื่อยๆ เช่น ทำหอศิลป์วังหน้า, ทำโรงละครวังหน้า จนเจ๊งไปแล้ว นี่ทำโรงอาหารติดแอร์อีก ฯลฯ

          ทั้งหมดล้วนออดอ้อน บิดเบือนความจริงด้วยการอ้างความเดือดร้อนของอาจารย์และนักศึกษา โดยไม่ยอมพูดถึงสถานที่ใหม่ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ไม่พัฒนาให้สมบูรณ์ เพื่อให้อาจารย์และนักศึกษาย้ายไปอยู่อย่างมีสุข

          มีผู้เขียนจดหมายน้อยมาแสดงความเห็นอย่างทะนุถนอมเรื่องนี้มาดังนี้

          1. กรณีรุกล้ำโบสถ์พระแก้ว วังหน้า ถ้าสื่อไม่ช่วยยันเอาไว้ ทางกระทรวงหรือคณะกรรมการต่างๆ ก็อาจจะเอื้อประโยชน์ให้ สบศ. เพราะเขาพยายามทำให้เป็นเรื่องหน่วยงานภายในทะเลาะกันเอง ไม่ใช่การก่อสร้างอาคารบดบังโบราณสถานที่เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ

‚          2. ตอนนี้ สบศ. คงจะต้องลดระดับของ “การก่อสร้าง” เป็น “ปรับปรุง” โดยใช้พื้นที่และขนาดอาคารเท่าเดิม เพื่อเลี่ยงการขออนุญาตจากคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ฯ

ƒ          3. การปรับปรุงโรงอาหาร รวมทั้งการใช้ประโยชน์ในพื้นที่วังหน้าของ สบศ. ไม่ใช่ความจำเป็นอย่างยิ่งยวด สามารถที่จะลดทอนการใช้งานลงไปได้ และ สบศ. ควรที่จะมีแผนอย่างจริงจังในการย้ายไปศาลายา เพื่อฟื้นฟูพื้นที่วังหน้า ดังกรณีการโยกย้ายหรือลดความแออัดของหน่วยงานราชการไปหลายแห่ง เช่น กระทรวงกลาโหม, กระทรวงพาณิชย์, กรมศุลกากร, ม. ธรรมศาสตร์, ม. ศิลปากร ฯลฯ

„          4. การก่อสร้างโรงอาหารบังโบสถ์พระแก้ว วังหน้า โดยขออนุญาตกรมศิลป์ย้อนหลัง ขณะนี้ สบศ. คงจะแก้ไขแบบก่อสร้างให้เป็นปรับปรุง แล้วขออนุญาตใหม่ ซึ่งขั้นตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก เกรงว่าอาจจะซ้ำรอยกับหอศิลป์วังหน้า ซึ่งบดบังโบสถ์พระแก้ว วังหน้า ไปครึ่งหลังแล้ว หรืออาจลัดขั้นตอน ไม่ขออนุญาตแล้วลงมือทำต่อไปเลยก็ได้

…          5. การให้ สบศ. ใช้ประโยชน์พื้นที่วังหน้า คงไม่มีใครใจร้ายใจดำไล่ออกไปทันที แต่ สบศ. ควรมีแผนว่าพร้อมจะย้ายไปเมื่อไหร่ แล้วควรของบประมาณไปลงที่ศาลายา ไม่ใช่ของบฯ มาปรับปรุงที่วังหน้าเรื่อยไป สำนักงบฯ เองก็ไม่ควรให้งบประมาณมาลงที่วังหน้า ซึ่งตามมติ ครม. ก็ให้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ฯ ก่อน แล้วค่อยของบฯ จากสำนักงบฯ แต่ สบศ. ไม่เคยทำเช่นนั้น

          6.† กระแสสังคมมีส่วนช่วยการทำงานด้านอนุรักษ์ได้เห็นผลจริงๆ อย่างน้อยตอนนี้ก็สามารถยับยั้งการก่อสร้างไว้ได้ แต่ไม่รู้ว่าจะรั้งไว้ได้นานแค่ไหน

                                                                        บุญมี ลืดบุญมา / วังหลัง ฝั่งธน

 

          สังคมไทยรู้ดีว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง รมต. วัฒนธรรมขณะนี้เพื่อคั่นเวลาทางการเมืองของอีกคนหนึ่ง แม้จะไม่ค่อยเป็นธรรมต่อสังคมไทยนัก แต่ก็จำต้องยอมตามกติกาของรัฐบาลผสมที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

          แต่ผู้ดำรงตำแหน่ง รมต. วัฒนธรรม ก็ควรยอมรับตัวเองจงหนักว่ากรณีโบสถ์พระแก้ว วังหน้าและพื้นที่โดยรอบ เป็นเขตโบราณสถาน เห็นแก่ตา ใครละเมิดรุกล้ำย่อมผิดกฎหมาย แต่ก็อะลุ้มอล่วยประนีประนอมได้ ซึ่งรัฐบาลก่อนๆ รมต. ก่อนๆ ก็ผ่อนปรนให้ สบศ. อยู่มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แถมยังมีข้อกำหนดทางราชการกำกับอยู่ด้วยให้ต้องปฏิบัติตาม คือย้ายไปศาลายา ฉะนั้น รมต. วัฒนธรรมไม่ควรให้ท้ายผู้ละเมิดกฎหมายโบราณสถาน

          ขอให้ รมต. วัฒนธรรมกลับตัวกลับใจเสียใหม่ อย่าหลงเชื่อบริวารรอบข้างที่ไม่ฉลาด แล้วพาเข้ารกเข้าพง เหมือนหลายๆกรณีที่ถูกสังคมไทยเห็นเป็นที่ตลกขบขันสนั่นโลกd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);}