อู่ทอง สุพรรณบุรี

ศูนย์กลางพุทธศาสนา

เก่าสุดของสุวรรณภูมิ

ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย

 

 

          “เมืองอู่ทองเป็นเมืองเก่ากว่าที่นครปฐม”

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล

อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

          (จากหนังสือ โบราณคดีวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง กรมศิลปากร รวบรวมจัดพิมพ์ เนื่องในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง สุพรรณบุรี วันที่ 13 พฤษภาคม 2509)

 

อู่ทอง ราชธานีสุวรรณภูมิ

          เมืองอู่ทอง เป็นราชธานี เป็นเมืองสำคัญในทางการเมืองและการปกครอง (ของสุวรรณภูมิ)

ธนิต อยู่โพธิ์

อดีตอธิบดีกรมศิลปากร

          (สรุปจากหนังสือ สุวัณณภูมิ โดย ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2510)

 

อู่ทอง ตรงกับชื่อสุวรรณภูมิ

          “เมืองอู่ทอง เมืองท้าวอู่ทอง โดยนัยของความหมายตรงกับชื่อของสุวรรณภูมิ”

มานิต วัลลิโภดม

อดีตผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย กรมศิลปากร

          (คัดจากหนังสือ สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน? โดย มานิต วัลลิโภดม สำนักพิมพ์การเวก 2521)

อู่ทอง เมืองสำคัญยุคสุวรรณภูมิ

          “บริเวณที่เป็นตำแหน่งสำคัญของสุวรรณภูมิที่พระโสณะและอุตตระมาสอนพุทธศาสนานั้นน่าจะอยู่ในเขตบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ที่ต่อมามีเมืองอู่ทองเป็นเมืองท่า

          จากอู่ทองก็แลเห็นการสืบเนื่องของเมืองสำคัญทางพุทธศาสนา อันได้แก่เมืองนครปฐมโบราณ หรือเมืองนครชัยศรี กับเมืองคูบัวในเขตจังหวัดราชบุรี”

ศรีศักร วัลลิโภดม

          (คัดจากหนังสือ เหล็ก “โลหปฏิวัติ” เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว โดย ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน 2548)

 

อู่ทอง เมืองเก่าแก่ที่สุด

          “ในบรรดาเมืองโบราณทั้งหลายในประเทศไทย เมืองอู่ทองคือเมืองที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในยุคต้นประวัติศาสตร์”

ศรีศักร วัลลิโภดม

          (คัดจากหนังสือ ประวัติศาสตร์โบราณคดี : เมืองอู่ทอง โดย ศรีศักร วัลลิโภดม เมืองโบราณ 2549)

 

อู่ทอง ศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าแก่ที่สุด

          อู่ทองเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีร่องรอยการติดต่อกับอินเดียมาตั้งแต่ช่วงหลัง พ.ศ. 200-400

          ต่อมาอู่ทองกลายเป็นเมืองท่าสำคัญของรัฐทวารวดี และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของทวารวดี

          และมีหลักฐานว่าอิทธิพลพุทธศาสนามหายานที่มีศูนย์กลางอยู่ในรัฐศรีวิชัยได้แผ่เข้ามายังเมืองอู่ทองระหว่างหลัง พ.ศ. 1300-1500 ด้วย

          (จากหนังสือ ทวารวดี การศึกษาวิเคราะห์จากหลักฐานโบราณคดี โดย ศาสตราจารย์ ดร. ผาสุข อินทราวุธ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2545)

          ศ. ผาสุข อ้างว่า อู่ทองเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเก่าแก่ที่สุดในวัฒนธรรมทวารวดี เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหลายแล้วก็จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาที่ว่าคงจะเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากอินเดียใต้และลังกา

          ลักษณะเช่นนี้ ชวนให้คิดไปได้ว่า “อู่ทอง” ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “สุวรรณภูมิ” ดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีปที่มีอายุอยู่ในช่วงราว พ.ศ. 200-300 ได้ส่งพระสมณทูตอุตตรเถระและโสณเถระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเถรวาท อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยพบหลักฐานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะนิกายใดก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวที่อู่ทอง หรือบริเวณใกล้เคียงเลย

          อันที่จริงแล้ว หลักฐานเกี่ยวกับการส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิดังกล่าวก็ไม่เคยปรากฏหลักฐานอยู่ในจารึกของพระเจ้าอโศกเลย ผิดจากหลักฐานการส่งสมณทูตไปยังดินแดนอื่นๆที่มีจารึกของพระองค์ระบุไว้อย่างชัดเจน

          หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการที่พระองค์ได้ส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิระบุอยู่ใน มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ที่มีอายุอ่อนลงมากว่าสมัยพระองค์อีกมาก ความเข้าใจเรื่องดังกล่าวในอุษาคเนย์จึงมีรากฐานที่สำคัญมาจากการติดต่อสัมพันธ์กับลังกา ซึ่งหมายถึงทั้งเครือข่ายของพระพุทธศาสนาเถรวาท และการค้าเสียมากกว่า

          อย่างไรก็ดี จากหลักฐานต่างที่ค้นพบในบริเวณพื้นที่เมืองอู่ทอง และปริมณฑลโดยรอบ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เมืองอู่ทองมีความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมแบบทวา รวดี ที่มีนัยยะเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างแยกกันไม่ออก โดยหลักฐานทั้งหมดมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนรับวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาจากชมพูทวีป  มาจนถึงสมัยที่รับวัฒนธรรมเนื่องในพุทธศาสนาแล้ว

          กระบวนการจำแนกยุคสมัยในอุษาคเนย์ เกี่ยวพันกับการรับวัฒนธรรมศาสนาจากอินเดีย หรือลังกาอย่างแยกกันไม่ขาด เพราะตัวอักษรทั้งหลายที่พบอยู่ในอุษาคเนย์ล้วนแต่พัฒนาและคลี่คลายมาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ อักษรเหล่านี้เข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรม และเครือข่ายทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ หรือพราหมณ์

          ดังนั้นการที่เมืองอู่ทองมีหลักฐานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนรับวัฒนธรรมศาสนา จนถึงสมัยที่รับวัฒนธรรมศาสนาแล้ว ซ้ำยังดูเหมือนว่ามีลักษณะเชิงช่างที่เก่าแก่กว่าเมืองอื่นๆ ในวัฒนธรรมทวารวดี

          จึงอาจจะกล่าวได้ว่าเมืองอู่ทองเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาอย่างเถรวาทที่เก่าแก่ที่สุดในวัฒนธรรมทวารวดีได้ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกที่มีอายุเก่ากว่าหลักฐานเนื่องในพุทธศาสนาในเมืองอู่ทองราว 700 ปีเลยก็ตาม

          ลักษณะเช่นนี้คงเกี่ยวเนื่องกับการที่เมืองอู่ทองมีฐานะเป็นสถานีการค้าที่สำคัญมาแต่ดั้งเดิม

          (คัดจาก ประวัติวัฒนธรรมลุ่มน้ำทวน-จระเข้สามพัน รายงานการสำรวจข้อมูลวัฒนธรรมสมัยโบราณในลุ่มน้ำทวน(จ. กาญจนบุรี)-จระเข้สามพัน(จ. สุพรรณบุรี) โดย รองศาสตราจารย์ สุรพล นาถะพินธุ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และอาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สนับสนุนโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2552)

ลายเส้นจากดินเผารูปภิกษุสาวก 3 รูป ครองจีวร ทำท่าบิณฑบาต เป็นหลักฐานเก่าสุดที่แสดงว่ามีพระสงฆ์ในดินแดนสุวรรณภูมิ พบที่เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

เหรียญโรมัน อายุหลัง พ.ศ. 800 พบที่เมืองโบราณอู่ทอง (พลอากาศตรี มนตรี หาญวิชัย ได้ซื้อไว้และมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ด้านหน้ามีรูปพระพักตร์ด้านข้างของจักรพรรดิซีซาร์ วิคโตรินุส กษัตริย์อาณาจักรโรมัน ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 812-814 สวมมงกุฎยอดแหลมเป็นแฉก มีตัวอักษรล้อมรอบอยู่ริมขอบเหรียญ IMP C VICTORINUS PF AUG ซึ่งเป็นคำย่อของ Imperator ceasor Victorinus Pius Felix Auguste แปลว่าจักรพรรดิ ซีซาร์ วิคโตรินุส ศรัทธา ความสุข เป็นสง่า ส่วนด้านหลังของเหรียญเป็นรูปของเทพอาธีนา การพบเหรียญโรมัน แสดงว่าเมืองอู่ทองมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับดินแดนตะวันออกกลางและใกล้เคียงผ่านอินเดีย

ปูนปั้นศีรษะบุคคลสวมหมวกทรงสูง อายุราวหลัง พ.ศ. 1000 พบที่ฐานเจดีย์เมืองอู่ทอง ลักษณะใบหน้ายาวเรียว มีนัยน์ตาเบิกกว้าง คิ้วเป็นสันนูน จมูกโต ปากหนาอมยิ้มเล็กน้อย สวมเครื่องประดับศีรษะคล้ายหมวก (หรือผ้าโพกหัว) ทรงกรวยสูง ปลายงอโค้งมาทางด้านหน้า อาจเป็นรูปของพ่อค้าตะวันตกแถบเมดิเตอร์เรเนียนหรือพ่อค้าชาวเปอร์เซีย หรือพ่อค้าชาวซิเถียน ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกของอินเดีย แสดงว่าเมืองอู่ทองมีการค้าแลกเปลี่ยนจนคุ้นเคยกับพ่อค้าจากบ้านเมืองแถบนี้

ตุ๊กตาดินเผาภาพคนจูงลิง อายุราวหลัง พ.ศ. 1000 พบในบริเวณเมืองอู่ทอง เป็นตุ๊กตาดินเผาเนื้อละเอียด ปั้นเป็นรูปบุคคลยืนตรงด้านหน้ามีลิง 1 ตัว นั่งเกาะขาอยู่ มือซ้ายของบุคคลดังกล่าวถือกิ่งผลไม้แนบติดกับต้นขา ส่วนมือขวาถือปลายเชือกที่ผูกล่ามกับคอลิงเอาไว้ บุคคลสวมเครื่องประดับที่คอ (สายสร้อย) และกำไลมือหลายวงทั้ง 2 ข้าง ศีรษะของประติมากรรมมักแตกหักออกจากส่วนลำตัว เพราะเป็นส่วนเปราะบางของรูปปั้น จึงหักง่าย

ลูกปัดหินอาเกต

ลูกปัดหินควอตซ์

ลูกปัดหินคาร์เนเลียน

ลูกปัดแก้วหลากสี

          ลูกปัดเมืองอู่ทอง พบทั่วไปบริเวณเมืองอู่ทอง อายุมากกว่าพันปีมาแล้ว มาจากอินเดียและเครือข่ายตะวันออกกลาง แสดงว่ามีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับนานาชาติทางทิศตะวันตก ผ่านทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดียอย่างกว้างขวางif (document.currentScript) {