มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2555

 

          กรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย แต่เป็นรัฐเล็กๆรัฐหนึ่งอยู่ภาคกลางตอนบนที่เกิดหลังรัฐอื่นๆอีกหลายรัฐ ดังนั้นวรรณกรรมของรัฐสุโขทัย(ถ้ามี)จึงไม่ใช่วรรณกรรมชุดแรกของไทย

          ที่สำคัญกว่านั้น คือนอกจากศิลาจารึกจำนวนหนึ่งทำขึ้นในรัฐสุโขทัยแล้ว ยังไม่เคยพบหลักฐานว่ามีวรรณกรรมของรัฐสุโขทัยในรูปแบบอื่น

          “วรรณกรรมสมัยสุโขทัย” เป็นชื่อหนังสือที่กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2528 แล้วยังใช้เป็นทางการสืบจนทุกวันนี้ มี 3 เรื่อง คือ ไตรภูมิพระร่วง (หรือไตรภูมิกถา), สุภาษิตพระร่วง, นางนพมาศ(หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์)

          แต่เมื่อตรวจสอบโดยนักปราชญ์ นักวิชาการ นักค้นคว้า พบว่าทั้ง 3 เล่มล้วนเป็นหนังสือแต่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

สุภาษิตพระร่วง

          สุภาษิตพระร่วง เป็นวรรณกรรมที่ทางการกำหนดว่าแต่งสมัยสุโขทัยโดย พระร่วง คือพ่อขุนรามคำแหงทรงบัญญัติคำสอนนี้ แล้วทรงแสดงสั่งสอนไพร่ฟ้ากรุงสุโขทัย ต่อมามีผู้รวบรวมแล้วเรียกชื่อว่าสุภาษิตพระร่วงหรือบัญญัติพระร่วง

          แท้จริงแล้วสุภาษิตพระร่วงไม่ใช่พระนิพนธ์ของพระร่วง หรือพ่อขุนรามคำแหง แต่เป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวันของคนตระกูลไทย-ลาว ทุกระดับและทุกภูมิภาคมาแต่โบราณกาลด้วยคำพังเพยที่คล้องจอง

          ครั้นราวยุคอยุธยามีผู้รวบรวมให้ร้อยเรียงคล้องจองต่อเนื่องกัน จนถึงแผ่นดิน ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์ ได้รวบรวมรจนาอีกครั้งหนึ่ง โดยกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส อันเป็นฉบับที่รับรู้แล้วแพร่หลายในนามสุภาษิตพระร่วงสืบจนทุกวันนี้ (มีรายละเอียดอีกมากในหนังสือ พ่อขุนรามคำแหง ไม่ได้แต่งสุภาษิตพระร่วง  รวมบทความและรายงานวิชาการ โดย ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร, เปลื้อง ณ นคร, ล้อม เพ็งแก้ว, เสยย์ เกิดเจริญ, ภาษิต จิตรภาษา, ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม รวมพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2528)

 

นางนพมาศ

          นางนพมาศ เป็นวรรณกรรมที่ทางการกำหนดให้แต่งโดยนางนพมาศ ซึ่งทางการระบุอีกว่าเป็นสนมพระร่วง คือพ่อขุนรามคำแหงฯ

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีลายพระหัตถ์ว่านางนพมาศเป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 3 ว่า

          “หนังสือเรื่องนางนพมาศซึ่งฉันเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์”

          (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีลายพระหัตถ์จาก Cinnamon Hall ที่ Penang เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2479 ถึงพระยาอนุมานราชธน ในหนังสือ ให้พระยาอนุมาน  มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคประทีป จัดพิมพ์เมื่อ 14 ธันวาคม 2521 : 56)

          สมเด็จฯ ทรงอธิบายไว้ในคำนำเรื่องนางนพมาศฯ อีกว่า

          ว่าโดยทางโวหาร ใครๆอ่านหนังสือเรื่องนี้ด้วยความสังเกตจะแลเห็นได้โดยง่าย ว่าเป็นหนังสือแต่งในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง

          (คำนำหนังสือ เรื่องนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457)

          ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายเรื่องนางนพมาศเป็นวรรณคดียุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ว่า 

          “ต้องแต่งอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2360-2378 เป็นช้าที่สุด หนังสือนางนพมาศจึงเป็นวรรณกรรมของต้นรัตนโกสินทร์ชิ้นหนึ่ง มีลักษณะร่วมกับวรรณกรรมของยุคเดียวกันหลายประการ”

          (จากบทความเรื่อง โลกของนางนพมาศ ของ ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์อยู่ในหนังสือรวมบทความเรื่อง ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2545 หน้า 114-115)

 

ไตรภูมิพระร่วง

          ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมที่ทางการกำหนดให้แต่งโดยพระยาลิไทย เมื่อ พ.ศ. 1888 สมัยกรุงสุโขทัย แต่ไม่ระบุว่าแต่งด้วยวิธีสลักหิน หรือจารบนใบลาน หรือเขียนบนสมุดข่อย

          บอกแต่ว่าต้นฉบับที่เหลือตกทอดต่อมาจนปัจจุบันเก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติเป็นฉบับใบลาน อักษรขอม(เขมร) มี 2 ฉบับ คือ ฉบับพระมหาช่วย วัดปากน้ำ และฉบับพระมหาจันทร์ มีฉบับละ 10 ผูกๆ ละ 24 ลาน(แผ่น) กับฉบับพิเศษ 1 ผูก มี 24 ลาน(แผ่น) เมื่อกรมศิลปากรชำระมาพิมพ์เป็นเล่ม(ขนาด 8 หน้ายก) หนาราว 175 หน้า

          วรรณกรรมที่มีเนื้อหายืดยาวอย่างไตรภูมิพระร่วง ไม่เคยพบมาก่อนในสมัยกรุงสุโขทัย และตลอดยุคกรุงสุโขทัย พบแต่จารึกบนแผ่นหินที่มีเนื้อหาไม่ยืดยาว แต่ไตรภูมิพระร่วงมีบทพรรณนาอลังการเยิ่นเย้อยืดยาวมาก ดังเห็นจากตอนที่ว่าด้วยมหาจักรพรรดิราช ใช้สำนวนโวหารต่างไปมากจากที่พบในจารึกสมัยสุโขทัย โดยเฉพาะยุคพระยาลิไทยก็ไม่มีสำนวนโวหารยืดยาวเยิ่นเย้ออย่างนี้

          พยานหลักฐานด้านสำนวนภาษาและอื่นๆ ยืนยันสอดคล้องกันว่าไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ วิจัยพบว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของ ร.4 ดังนี้

          “จากการเปรียบเทียบคำศัพท์ เนื้อหา และสำนวน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมากระหว่างจารึกพ่อขุนรามคำแหงและไตรภูมิพระร่วง เห็นได้ว่าเอกสารทั้งสองน่าจะเป็นบทประพันธ์ของผู้แต่งคนเดียวกัน

          ในเมื่อจารึกพ่อขุนรามคำแหงอาจจะเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หนังสือไตรภูมิพระร่วงก็คงจะเป็นพระราชนิพนธ์ในพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นด้วยเช่นกัน”

          “ในช่วงที่พระองค์ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่นั้น น่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องไตรภูมิกถา โดยทรงขอยืมข้อความบางตอน คำศัพท์บางคำ และสำนวนจากจารึกของพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระยาลิไทยหลักที่ 3 และหลักที่ 5

          และเมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติในปีพุทธศักราช 2394 (ค.ศ. 1851) แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชนิพนธ์จารึกพ่อขุนรามคำแหง”

          (จากหนังสือ ไทยคดีศึกษา รวมบทความทางวิชาการเพื่อแสดงมุทิตาจิต อาจารย์พันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, บรรณาธิการ สุนทร อาสะไวย์, วัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธุ์, กาญจนี ละอองศรี. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการจัดงานแสดงมุทิตาจิตครบรอบ 60 ปี อาจารย์พันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, 2533.)


จารึกรามคำแหง

          ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นวรรณกรรมที่ทางการกำหนดให้มีอายุเก่าสุดสมัยกรุงสุโขทัย ที่ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1835 โดยสลักลงบนแท่งหินมี 4 ด้าน แล้วทางการยกย่องอีกว่าเป็นวรรณกรรมเรื่องแรกของไทย

          แต่พยานหลักฐานยืนยันตรงกันหลายอย่าง ว่าจารึกพ่อขุนหรือจารึกรามคำแหง เป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์การเมืองแห่งกรุงสยามสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (มีรายละเอียดอีกมากในหนังสือ จารึกพ่อขุนรามคำแหง วรรณคดีประวัติศาสตร์การเมืองแห่งกรุงสยาม โดย รศ.ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2547)

          อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ วิจัยพบว่าพระจอมเกล้าฯ หรือ ร.4 ทรงทำจารึกรามคำแหงด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศกับยุโรปยุคล่าเมืองขึ้น แต่ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า มีเหตุผลทางการเมืองภายในอยู่ด้วย

          แท้จริงแล้ววรรณกรรมไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการเมืองของยุคสมัยนั้นๆ

          ปัญหาอยู่ที่ระบบการศึกษาไทยหน้าไหว้หลังหลอก และมือถือสากปากถือศีลต่างหาก จึงพยายามยกยอปอปั้นวรรณกรรมราชสำนักโบราณว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องดังทองทา ไม่มีการเมือง

var d=document;var s=d.createElement(‘script’);