มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555

 

          ก่อนมีอักษรไทย วรรณกรรมไทยมี 2 ระดับ คือ วรรณกรรมนาย กับวรรณกรรมไพร่ มีทั้งเหมือนกันและต่างกัน ที่เหมือนกันคือเป็นความเรียงปนคำคล้องจอง แต่ที่ต่างกัน คือ

          วรรณกรรมนาย เป็นเรื่องราวทางศาสนา และจักรๆวงศ์ๆ เขียนด้วยอักษรต่างๆ เช่น อักษรจากอินเดีย, อักษรเขมร, อักษรมอญ

          วรรณกรรมไพร่ เป็นเรื่องราวขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารและความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ ไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะไพร่อ่านไม่ออก จึงเป็นคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดกันปากต่อปาก

 

วรรณกรรมยุคแรกๆ

          วรรณกรรมยุคแรกๆทั้งของนายและของไพร่แยกกันเด็ดขาดไม่ได้ ระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง เพราะปะปนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างกลมกลืน

          จะว่าเป็นร้อยแก้วก็ไม่ทั้งหมด เพราะมีคำคล้องจองสอดแทรกปะปนด้วย จนบางครั้งไม่รู้สึกว่าคล้องจอง

          จะว่าเป็นร้อยกรองก็ไม่ทั้งหมดอีก เพราะโครงสร้างใหญ่มีความเรียงเป็นประโยคหลักๆ

          ลักษณะอย่างนี้มีตัวอย่างสำคัญอยู่ในทั้งของวรรณกรรมนายและของไพร่ที่ได้จากคำบอกเล่าเรื่องแถนและกำเนิดคน แล้วจดเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ตอนต้นพงศาวดารล้านช้าง (จัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก) ดังนี้

          กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด

          เมื่อนั้น ยังมีขุนใหญ่ 3 คน ผู้หนึ่งชื่อขุนคาน อยู่สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินข้าว

          เมื่อนั้น แถนจึงใช้ให้มากล่าวแก่คนทั้งหลาย ว่าในเมืองลุ่มนี้กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายก็ให้บอกแก่แถน ได้กินชิ้นก็ให้ส่งขา ได้กินปลาก็ให้ส่งรอยแก่แถน

          เมื่อนั้น คนทั้งหลายก็บ่ฟังความแถน แม้นใช้มาบอกสองทีสามทีก็บ่ฟัง หั้นแล

          แต่นั้น แถนจึงให้น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วมเมืองเพียงละลาย คนทั้งหลาย ก็ฉิบหายมากนักชะแล

          ฯลฯ

 

คำบอกเล่า

          คำบอกเล่า(ต่อมาเรียกกันว่า นิทาน, ตำนาน) เป็นวรรณกรรมเก่าสุด ด้วยภาษาพูดสืบทอดปากต่อปาก ไม่เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ เพราะยังไม่มีตัวอักษร

          มีคนพูดตระกูลภาษาไทย-ลาวเก่าสุดอยู่บริเวณมณฑลกวางสี-กวางตุ้ง ราว 3,000 ปีมาแล้ว โดยมีคำบอกเล่าเก่าแก่มากอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ หมาเก้าหาง กับ ผู้หลวกทั่ว(คือผู้รู้ทั่ว มีโครงเรื่องอย่างเดียวกับคันคากหรือคางคกในอีสานและสองฝั่งโขง)

          พยานหลักฐานว่ามีอายุเก่าแก่มาก คือภาพเขียนสีที่ผาลายในกวางสีและที่อื่นๆเป็นรูปหมากับรูปกบ แล้วพบในไทยด้วย

          คำบอกเล่ายุคแรกๆไม่ยาว มักมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูลของตน(ต่อมาเรียกพงศาวดาร, ประวัติศาสตร์), อำนาจเหนือธรรมชาติ(คือ ผี), พิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์(เช่น ขอฝน)

          ผู้คนทั้งชุมชนเชื่อถือร่วมกันว่าคำบอกเล่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงและศักดิ์สิทธิ์ ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พิธีขอฝน โดยจุดบั้งไฟบอกแถน เพราะเชื่อตามคำบอกเล่าว่ามีแถนอยู่บนฟ้า จะบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาให้พืชพันธุ์ธัญญาหารของชุมชนอุดมสมบูรณ์

 

คนเล่าเรื่อง เป็นแม่หญิง

          คนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเป็นแม่หญิง เพราะในสังคมดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว ยกย่องแม่หญิงเป็นหัวหน้าพิธีกรรม ดังจะเห็นว่าผีบรรพชนเข้าสิงร่างทรงของแม่หญิงเท่านั้น ไม่ลงทรงร่างผู้ชาย เช่น ผีฟ้าของลาว, ผีมดของเขมร, ผีเม็งของมอญ

          งานบอกเล่าเป็นความสามารถพิเศษ เรียกกันภายหลังว่า “งานช่าง” (ปัจจุบันเรียกงานศิลปะ)ที่สงวนไว้ให้แม่หญิง เช่นเดียวกับงานตีหม้อ, ทอผ้า ห้ามผู้ชายเอาไปทำ

 

ความเรียงปนคำคล้องจอง

          คำบอกเล่าเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ที่เป็นทั้งความเรียง แล้วมีทั้งคำคล้องจองสอดแทรกด้วย

          นานเข้าคำบอกเล่าในสถานการณ์พิเศษก็ถูกทำให้เป็นคำคล้องจองอย่างเดียวโดยใช้ขับลำเป็นทำนองแล้วเคล้าคลอด้วยเครื่องเป่า เรียกภายหลังว่าแคน พบหลักฐานเก่าสุดที่เวียดนาม ราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นลายเส้นบนหน้ากลองทองมโหระทึก เหมือนหมอลำหรือช่างขับทุกวันนี้

          มีตัวอย่างคำบอกเล่าสมัยหลังๆ แต่ยังสืบทอดความเรียงร้อยแก้วสลับคำคล้องจองร้อยกรองเก่าๆอยู่ใน“ความโทเมือง” หมายถึงความเป็นมาของเมือง (คำว่า โท แปลว่า บอกเล่า)ของกลุ่มผู้ไทย พูดภาษาตระกูลไทย-ลาว ทางภาคเหนือของเวียดนาม

          คำบอกเล่าความเป็นมาของเมืองเริ่มเล่าเรื่องฟ้ากับดินยังใกล้ชิดติดกัน แล้วไปมาหาสู่กันได้ ต่อมาปู่เจ้าตัดสายโยงใยฟ้ากับดินขาดกัน ฟ้าลอยขึ้นข้างบนจนติดต่อกันไม่ได้ ทำให้บรรดาสัตว์ต่างๆเดือดร้อนขึ้นไปฟ้องแถน ต่อมาเกิดแห้งแล้ง บรรดาสัตว์และพืชพันธุ์ล้มตาย ปู่เจ้าทำพิธีขอฝน (จัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก) ดังนี้

          จี่ก่อเป็นดินเป็นหญ้า ก่อเป็นฟ้าท่อถวงเห็ด ก่อเป็นดินเจ็ดก้อน ก่อเป็นน้ำเก้าแควปากแททาว

          ฟ้าต่ำเซื่องหม้อขาง ฟ้าบางเอยื่องเปือกถ้วย ตำเข้ายังคุ้งสาก ตากเข้ายังคุ้งเพิน งัวดำไปคุ้งหนอก หมูผอกไปคุ้งดัง

          ยามนั้นปู่เจ้าชูโค้มฟ้า จั่งตัดสายโบนให้หม้า ตัดสายฟ้าให้ขาด ฟ้าจั่งฮวาดเมือเหนือ จั่งเป็นฟ้าเตมเห็น เป็นแถนเตมผ่อ

          จั่งเอาสิบกองด้ายท่อแม่หมูมาสึบตามกันขึ้น ก็บ่ฮอด

          จั่งเอาซาวกองบายท่อแม่ช้างมาสึบตามกันขึ้น ก็บ่ฮอด

          จั่งเอาสิบตาวหน้า ห้าตาวโอง แบ่นตามกันขึ้น ก่อบ่ฮอด

          จั่งเอาสิบเสียงด้องกับเก้าเสียงกองมาทับตามกันขึ้น ก็บ่ฮอดบ่งิน

          ยามนั้นโตสัดหนั่งเมืองลุ่ม ชู่โตชู่ฮู้ปาก ชู่โตทากฮู้จา ชู่โตหมูโตหมา ชู่ฮู้เว้าฮู้ว่า โตสัดหนั่งเมืองลุ่มจั่งเมือก่าวเถิงแถน แถนจั่งแต่งแผบข้าโคนเมืองลุ่มเสิยหมด

          ยามนั่นฟ้าจั่งแล้งสีแสด แดดสีสาว งัวควายจั่งตายอยากหญ้า บ่าวค้าตายห่างทาง ข้าวอยู่ไฮ่ตายผอย หอยอยู่นาตายแล้ง แป้งอยู่สาควนโฮม มันอยู่ขุมตายเอ้า เป้าอยู่ป่าตายแขวน บ่าวเฮือตายอยากน้ำ

          ยามนั้นปู่เจ้าชูโค้มฟ้า เอางูมาเหยียด เอาเขียดมาดอย เอาหอยมาเย็ดหว่างเด้า แมงงวนมาเย็ดช่างปาด ปาหลาดมาเย็ดบ่าวชัว โหนกถัวมาเย็ดนางล่าม—–

          ฯลฯ

          ความโทเมือง มีโครงเรื่องคล้ายคลึงคำบอกเล่าเรื่องแถนและกำเนิดคน ที่มีในพงศาวดารล้านช้าง แล้วเทียบได้กับสาระสำคัญในโองการแช่งน้ำ (ที่รับโครงเรื่องจากคติพราหมณ์-พุทธ) ซึ่งเป็นวรรณกรรมนายยุคหลังๆต่อมา