มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2555

 

          จ. เพชรบุรี ไม่มีมิวเซียมอธิบายว่าเมืองเพชรมาจากไหน? ทั้งๆเคยเป็นรัฐเอกราชในอดีตที่เต็มไปด้วยศิลปวิทยาการ แล้วปัจจุบันเป็นศูนย์รวมเส้นทางคมนาคมลงคาบสมุทรภาคใต้ที่มีคนเดินทางผ่านไปมาปีละหลายล้านคน

          “ของดีมีอยู่” แต่ไม่มีคนรู้จักยกย่องเชิดชูใช้งานแบ่งปันความรู้เรื่องเมืองเพชร อนิจจา น่าเสียดาย

          คุณทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ นักข่าวและนักค้นคว้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองเพชร ชวนผมไปเล่าเรื่องสุนทรภู่ ให้ครูและนักเรียนฟัง ที่ห้องประชุมวัดมหาธาตุ เพชรบุรี เมื่อวันจันทร์ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา

          ผมเล่าเรื่องสุนทรภู่ “มหากวีกระฎุมพีอาเซียน” รู้เท่าทันโลก ต่อต้านตะวันตก ล่าเมืองขึ้น แถมด้วยเพชรบุรี มาจากไหน? (มีต้นฉบับอยู่ในเว็บไซต์ www.sujitwongthes.com)

          สุนทรภู่เกิดในวังหลัง เป็นผู้ดีเมืองบางกอก (กรุงเทพฯ) แต่มีบรรพชนทั้งสายแม่และสายพ่อเป็นเชื้อสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรี ซึ่งสุนทรภู่เขียนบอกไว้เองในนิราศเมืองเพชร ฉบับตัวเขียนมีในหอสมุดแห่งชาติ แล้ว อ. ล้อม เพ็งแก้ว อ่านและอธิบายไว้นานหลายปีมาแล้ว

          พราหมณ์เมืองเพชรบุรี ยังมีสืบตระกูลอยู่ทางบ้านสมอพรือ (สมอปรือ?) ริมแม่น้ำเพชร มีในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา หญิงบ้านนี้ไปมีลูกสาว 2 คน เป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ องค์หนึ่งมีโอรสเป็นเจ้าฟ้ากุ้ง ส่วนอีกองค์หนึ่งมีโอรสเป็นเจ้าฟ้าเอกทัศกับเจ้าฟ้าอุทุมพร

          จริงอย่างนี้หรือไม่? ผมไม่มีปัญญาตรวจสอบหลักฐาน จึงได้แต่เก็บความที่ได้ยินคำบอกเล่ามาเขียนเล่าสู่กันอ่านเท่านั้น

          คนพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของเมืองเพชร ราว 3,000 ปีมาแล้ว น่าจะเป็นกลุ่มพูดมอญ-เขมร กับชวา-มลายู ส่วนพวกพูดไทย-ลาวเคลื่อนย้ายเข้ามาทีหลัง

          ตระกูลลาว น่าจะเข้ามาถึงดินแดนเพชรบุรีราวหลัง พ.ศ. 1600 ด้วยเหตุผลทางการค้ากับจีน และการค้าโลกยุคนั้น ส่งผลให้เมืองเพชรเป็นรัฐเอกราชในสังกัดสยาม แล้วพูดสำเนียง“เหน่อ” คล้ายสำเนียงลาวหลวงพระบางทางสองฝั่งโขง ซึ่งเป็นสำเนียงราชสำนักอยุธยา ดังมีพยานอยู่ในคำเจรจาโขนที่ต้อง“เหน่อ” เพราะเป็นงานของราชสำนัก

          พระราชาเมืองเพชรบุรีส่งไพร่พลคนเมืองเพชรลงไปฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราช ราวหลัง พ.ศ. 1800 คนเมืองเพชรยุคนั้นก็เอาละครแก้บนกับหนังตะลุงและงานช่างอย่างอื่นๆลงไปด้วย เลยมีโนรากับหนังตะลุงแพร่หลายสืบมา แล้วเหลือซากพระพุทธรูปหินทรายอยู่ทางใต้ด้วย

          ผมออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่หกโมงเช้า วันจันทร์ 25 มิ.ย. ไปถึงเมืองเพชร ราวแปดโมงเช้า เลยทอดน่องท่องเที่ยวคนเดียวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

          เดินขึ้นสะพานหน้าวัดมหาธาตุ ข้ามแม่น้ำเพชรไปฝั่งตลาดที่ทอดยาวริมแม่น้ำเพชร (เห็นน้ำในแม่น้ำเป็นสีดำเหมือนโอยัวะ-โอเลี้ยง หรือโค้ก-เป๊ปซี่ ทำไมปล่อยกันอย่างนี้-ไม่เข้าใจ)

          จนถึงสะพานอีกด้านหนึ่ง ก็เดินข้ามกลับไปฝั่งวัดพลับพลาชัย เดินเลียบแม่น้ำเพชร ย้อนกลับไปที่เดิมทางวัดมหาธาตุ ก็พอดีได้เวลา

          เมื่อเข้าไปบริเวณลานวัดมหาธาตุ เห็นนางรำละครแก้บนกำลังแต่งตัว แล้วมีครูบาอาจารย์กลุ่มหนึ่งมาเล่าว่าอาคารหลังใหญ่หน้าวัดกำลังจัดทำเป็น“พิพิธภัณฑ์”

          ผมถามว่าพิพิธภัณฑ์ที่ทางวัดจะทำน่ะเป็นยังไง?

          พวกเขาตอบพร้อมกันอย่างภาคภูมิว่าพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่าๆที่มีคนเอามาถวายวัด

          นี่คือทัศนะของคนทั่วไปในไทย ที่รู้จักและเข้าใจจากทางการไทยว่ากิจการพิพิธภัณฑ์คือที่เก็บของเก่าๆเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น พิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศจึงมีแต่ของเก่าๆ ไม่มีอย่างอื่น

          ด้วยเหตุนี้ ผมถึงใช้คำว่า “มิวเซียม” ในความหมายกว้างว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ ขอให้พวกพิพิธภัณฑ์ทางการเข้าใจตรงกันตามนี้ด้วย

          แล้วขอให้รัฐบาล จะโดย รมต. หรือปลัดกระทรวง ก็ตามที ให้รู้ว่าในโลกนี้เขามีมิวเซียมเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อรู้เขา รู้เรา รู้โลก แต่ในเมืองไทยลงทุนทำพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บของเก่าๆเท่านั้น ไม่แบ่งปันเป็นแหล่งเรียนรู้เหมือนสากลโลก

          รัฐบาล, รมต., ปลัดกระทรวง เลือกเองว่าต้องการแบบไหน?

          แต่จะเลือกแบบไหนก็ต้องไม่ให้เป็นแบบที่ทำลายโบราณสถานเหมือนกรณีโบสถ์พระแก้ว วังหน้าd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);