มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2555

 

          อุทยานประวัติศาสตร์ตัดขาดจากสังคมไทย ทำให้กลายเสมือนขาดลมหายใจเพื่อสังคมและท้องถิ่นไทย

          ขรรค์ชัย บุนปาน บอกเล่า “ของดีมีอยู่” (มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 มิ.ย. 2555 หน้า 106) ให้ผู้เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์โบราณคดีรู้ไว้ดังนี้

          “ระหว่างสุดสัปดาห์ที่เดินทาง เผลอเยี่ยมอุทยานแห่งชาติเข้าไป 4 แห่ง ต้นไม้สวยหลังฝน โบราณสถานหยัดสง่าหลังทำความสะอาด เหลือแต่การเอาใจนักท่องเที่ยว ที่ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง สอบตก

          อุทยานประวัติศาสตร์ที่ไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ อุทยานเมืองเก่า กำแพงเพชร, อุทยานเมืองเก่า สุโขทัย, อุทยานเมืองเก่า ศรีสัชนาลัย ส่วนอุทยานธรรมชาติ เป็นภูกระดึง จังหวัดเลย

          อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ เป็นสมบัติเก่าของปู่ย่าตายายทิ้งไว้ให้ลูกหลาน

          ทำให้สะดวกวาววามอย่างไรก็ได้ ทั้งความรู้ ความคิด ความมีคุณค่า แต่ทุกรัฐบาล ก็สอบไม่ติดตลอดมา ซ้ำเผลอคุยถึงรายได้ซึ่งควรทำได้มากกว่านี้

          อุทยานประวัติศาสตร์หลายแห่งตายตั้งแต่เกิด ให้ความรู้เรื่องเกิด เสื่อม ดับ ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้ด้วยความรู้จากหน่วยงานรับผิดชอบ

          โดยที่เรามีรัฐบาล มีหลายกระทรวงดูแล มีหน่วยงานตรง มีระดับกรมทำงานและติดตามผลพร้อมสรรพ

          ผลก็คือ เป็นหมันตามภาวการณ์ของการเมืองปัจจุบัน

          หลายคนอยากเห็นการเริ่มต้นของท้องถิ่นก่อน เด็กในอำเภอในจังหวัด ทัศนศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์นอกสถานที่ได้ ขยายไปทั่วประเทศทุกระดับชั้น ก็ไม่ผิดกติกาอันใด หากจัดการบริหารการศึกษาเป็น

          ประวัติศาสตร์มีที่มาที่ไปของทุกเรื่องทุกอย่าง สนุกน่าติดตามด้วยถ้าผู้เล่ารักความรู้ จะเป็นประสบการณ์ด้านดีจารึกความทรงจำของเด็กตลอดไป”

          คุณขรรค์ชัยเขียนบอกไว้ชัดเจนว่า “อุทยานประวัติศาสตร์หลายแห่งตายตั้งแต่เกิด”

          เมื่อพลัดหลงเข้าไปอุทยานประวัติศาสตร์แล้วไม่สนุก, และไม่รู้เรื่อง เนื่องจากไม่มีคำอธิบายที่เป็นภาษาคนปกติธรรมดา

          ถ้าจะมีคำอธิบายบ้างซึ่งไม่มากนัก ก็ไม่เป็นภาษาคนปกติธรรมดา แต่เป็นภาษาคนไม่ปกติและไม่ธรรมดา ใครๆก็อ่านและฟังไม่รู้เรื่อง เลยไม่สนุก

          แนวทางแก้ไขมีอย่างนี้

          1. เรียนรู้ใหม่ให้เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นๆที่อุทยานฯตั้งอยู่

          2. ฝึกฝนใหม่ให้เข้าใจและมีประสบการณ์ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนที่ใช้สื่อสารกับสาธารณชนคนสามัญ(ซึ่งไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์และไม่ได้เรียนโบราณคดี) เพื่อพูดจาภาษาคนอย่างง่ายๆสบายๆ สนุกสนาน และเขียนอธิบายพิมพ์เป็นเอกสารนำชมและเขียนป้ายอธิบายด้วยถ้อยคำกระชับๆง่ายๆ อ่านเข้าใจในเวลาสั้นๆ

          อุทยานประวัติศาสตร์ในสากลโลกจัดเป็นมิวเซียมประเภทหนึ่ง จะเรียก open museum หรือ museum without wall หรือเรียกอย่างอื่นก็ได้ ฉะนั้นต้องหมั่นสร้างกิจกรรมความรู้สารพัดในอุทยานฯ เพื่อดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเข้าชม โดยไม่จำกัดอยู่แค่ประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ

          แนวทางต่างๆอย่างนี้ ผมเคยเขียนบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งหลายหนนับสิบๆ ปีมาแล้ว แต่ผู้บริหารระดับสูงที่ควบคุมนโยบายดูแลอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศต้องการคำสรรเสริญเยินยอปอปั้น มากกว่าคำแนะนำเพื่อสังคมส่วนใหญ่

          รัฐมนตรี ก. วัฒนธรรม บอกในที่ประชุมสัมมนาวิชาการ 150 ปี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าจะเร่งรัดให้หอสมุดฯ, หอจดหมาย เหตุ, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดกิจกรรมหมุนเวียนเพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

          ขอย้ำ รมต. วัฒนธรรม ว่าหน่วยงานสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่มีแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นโดยตรง คืออุทยานประวัติศาสตร์ กรุณาไปเร่งรัดจัดการด้วย

          ที่สำคัญกว่าสิ่งใดคือ รมต. วัฒนธรรม ต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานใน ก. วัฒนธรรม ทำลายแหล่งเรียนรู้เสียเอง ดังกรณีโบสถ์พระแก้ว วังหน้า ซึ่งตั้งอยู่กลางท้องถิ่น กทม.

          ถ้าขืนปล่อยให้ทำลาย ก็เท่ากับ ก. วัฒนธรรม มีแต่ผู้ใหญ่มือถือสาก ปากถือศีล, ปากว่าตาขยิบ, ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง, ฯลฯ} else {